
ชิงไหวชิงพริบ-"ดิสเครดิต"
ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาไต่สวนพยานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์
ที่ทำเนียบรัฐบาล "ส.ต.ท.ทชภณ พรหมจันทร์" ผู้ที่ยื่นร้องเรียนในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นบุคคลผู้อยู่ในมาตรการคุ้มครองพยานของกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" รมว.ยุติธรรม กับพวก
โดยเชื่อว่า รมว.ยุติธรรมและเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้องและทีมทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ นำข้อมูลส่วนตัว ลับและปกปิดไปเปิดเผยทั้งที่ไม่มีสิทธิ
จึงขอให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ให้ความปลอดภัยต่อตน ในฐานะพยานในมาตรการคุ้มครองพยาน รวมทั้งขอให้ "นายกรัฐมนตรี" มีคำสั่งขอให้สอบสวนผู้กระทำความผิดต่อพยานบุคคลในมาตรการคุ้มครองพยานของกระทรวงยุติธรรม
การเดินทางมาร้องทุกข์ในครั้งนี้ เนื่องจาก "ส.ต.ท.ทชภณ" อ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนมาก หลังขึ้นเบิกความที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถูก รมว.ยุติธรรมและเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้องและทีมทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ นำข้อมูลที่ปรากฏในมาตรการคุ้มครองพยานไปเปิดเผย จึงจำเป็นต้องปกป้องสิทธิของตนเอง โดยดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ละเมิดสิทธิ
"ส.ต.ท.ทชภณ" กล่าวว่า หลังให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ปรากฏว่ามีบุคคลคอยติดตามในลักษณะข่มขู่ คุกคาม เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิต จึงมาร้องขอให้นายกรัฐมนตรีให้ความปลอดภัยต่อตน ในฐานะพยานในมาตรการคุ้มครองพยาน
หลายคนสงสัยว่า "ส.ต.ท.ทชภณ" เป็นใคร ทำไมจึงไปยื่นร้องเรียนในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีเงินบริจาคพรรค 258 ล้านบาท ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทั้งที่ไม่ใช่ "คู่กรณี" กับพรรคประชาธิปัตย์
การไต่สวนพยานนัดแรกคดีพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านบาท "ส.ต.ท.ทชภณ" เป็นหนึ่งในสามพยานผู้ร้อง (กกต.) ซึ่งครั้งนั้น "บัณฑิต ศิริพันธุ์" ทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ถูกร้องเป็นผู้ซักค้านพยานทั้งสามปาก โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า พยานทั้ง 3 ปากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มเสื้อแดง เพื่อทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน รวมทั้งที่มาที่ไปของการร้องเรียนให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุที่น่าจะทำให้ "ส.ต.ท.ทชภณ" กลายมาเป็นผู้ร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทต่อดีเอสไอ ทั้งที่ไม่ใช่คู่กรณี เพราะในอดีต "ส.ต.ท.ทชภณ" เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนกล่าวเรื่องเท็จกับผู้บังคับบัญชาเมื่อครั้งทำงานกับกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นของตระกูล "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น
ต่อมา "ส.ต.ท.ทชภณ" ได้ลาออกจากงาน เนื่องจากอายุมาก และไม่ได้ผูกใจเจ็บตระกูลภัทรประสิทธิ์
สำหรับความสัมพันธ์กับ "บิ๊กตู่" พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น ให้ดูแลรับผิดชอบสำนวนคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปัจจุบัน พ.ต.อ.สุชาติ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที)
มีกระแสข่าวว่า "สิบตำรวจโท" นอกราชการคนนี้ เคยอยู่หน้าห้องของ "พ.ต.อ.สุชาติ" มาก่อน
ขณะที่ "พ.ต.อ.สุชาติ" เคยเป็นอดีตนายเวรของ "พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์" อดีตอธิบดีดีเอสไอ และน้องชายของ "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" อดีต รมว.ยุติธรรม
ส่วนผลงานที่สร้างชื่อให้ "พ.ต.อ.สุชาติ" ระหว่างเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ คือ การทำคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) ที่มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
นอกจากนี้ยังมีความพยายามโยงความสัมพันธ์ของ "ส.ต.ท.ทชภณ" กับคนเสื้อแดง โดยชี้ให้เห็นว่า วันที่ "แรมโบ้อีสาน" สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งหลบหนีหมายจับคดีก่อการร้ายอยู่ในขณะนี้ ได้นำกลุ่มเสื้อแดงไปบุกสำนักงาน กกต.เมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ "ส.ต.ท.ทชภณ" เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.ด้วย
โดยครั้งนั้น "ส.ต.ท.ทชภณ" ได้ขึ้นปราศรัยทวงถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าตนเองเป็นคนร้องทุกข์กล่าวโทษ
นอกจากนี้ มีการชี้ให้เห็นสิทธิพิเศษของ "ส.ต.ท.ทชภณ" ระหว่างเป็น 1 ใน 80 พยานบุคคลที่อยู่ในมาตรการคุ้มครองพยานของกระทรวงยุติธรรมในคดีดังกล่าว ที่ได้รับเงินคุ้มครองพยานเพียงคนเดียว
ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นการ "ดิสเครดิต" ของ "ส.ต.ท.ทชภณ" ในฐานะพยานผู้ร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
ดังนั้นการมาร้องของ "ทชภณ" ที่ทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ จึงถูกมองเช่นกันว่า เป็นการ "เอาคืน"
โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูลที่ "บัณฑิต ศิริพันธุ์" ทนายความพรรคประชาธิปัตย์ นำมาซักค้านเป็นข้อมูลลับที่เกี่ยวข้องกับ "ทชภณ" ไม่ว่าจะเรื่องเงินเดือนที่ได้รับ หรือที่พักระหว่างเป็นพยานที่ได้รับการคุ้มครองจากกระทรวงยุติธรรม ทำไมจึงทราบเรื่องเหล่านี้
ถือเป็น "ข้อมูลลับ" ทำไมจึงหลุดรอดออกมาถึงมือ "ทนายความพรรคประชาธิปัตย์" งานนี้จึงพุ่งไปที่ "พีระพันธุ์" ในฐานะ "รมว.ยุติธรรม" และ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ
เรื่องนี้จึงถูกมองเป็นเกมการชิงไหวชิงพริบ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย แต่จะมีผลต่อการไต่สวนในคดียุบพรรคหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์
ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย / สมถวิล เทพสวัสดิ์



