
เขมรแจ้งไทยทักษิณลาออกแล้วที่ปรึกษาฮุนเซน
โฆษกรบ. เผย เขมร แจ้งการลาออกของ ทักษิณ มายัง กต. ของไทย แล้ว เล็งส่งทูตกลับ ปรับความสัมพันธ์ โยน กต. แจงรายละเอียดข้อเท็จจริง
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาส่วนตัวสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้แจ้งมายังรัฐบาลว่า รัฐบาลกัมพูชาได้รับการลาออกของ พ.ต.ท.ทักษิณจากตำแหน่งที่ปรึกษาแล้ว โดยวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) จะได้รับแจ้งเป็นทางการ
"หากได้รับแจ้งเป็นทางการทางกระทรวงการต่างประเทศก็คงดำเนินการตามขั้นตอนที่เราวางไว้ คือ มีนโยบายที่ปรับความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา ในเมื่ออุปสรรคต่างๆเริ่มคลี่คลายลง การปรับความสัมพันธ์ก็จะเดินไปตามแนวทาง ในเรื่องของการส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตของทั้ง 2 ประเทศกลับไปทำงานตามปกติ เพราะไม่มีเงื่อนไขอุปสรรคในเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณาดูว่าจะเริ่มต้นได้แค่ไหนอย่างไร เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ คลี่คลาย ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้พิจารณาดูก็จะมีการส่งเอกอัครราชทูตกลับภายในเวลาอันสั้น" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า
จะมีการปรับความสัมพันธ์ในการพบปะพูดคุยกันของผู้นำประเทศทั้งสองประเทศ ซึ่งในการประชุมอาเซมจะเป็นโอกาสที่ดี นอกเหนือจากการประชุม เพื่อที่จะหารือกันในเรื่องที่เป็นประเด็นกันอยู่ ส่วนเรื่องที่ไทยและกัมพูชาที่มีคดีต่างๆ ตามแนวชายแดน ก็จะมีการดำเนินการไปตามปกติ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าเราตอบรับความจริงใจและความปรารถนาดีของประเทศกัมพูชาในการปรับความสัมพันธ์เราก็จะดำเนินการตอบกลับในเรื่องความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งก็จะขยายและอาจจะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างอยู่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดมาจากกรณีเขาพระวิหารมากกว่าเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ นายปณิธาน กล่าวว่า ตนคิดว่ามีกรอบอยู่แล้วในการปรับความสัมพันธ์ ที่จะเข้าสู่ระดับประเทศมากขึ้นทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้หลายปัญหา แต่เผอิญว่าอุปสรรคเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลต่อระบบความสัมพันธ์ แต่ขณะนี้เมื่อไม่มีแล้วก็จะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้เรื่องของเขตแดนต้องใช้เวลา และต้องกลับไปสู่สถานการณ์ที่ไทยและกัมพูชาประสบความสำเร็จในเรื่องความสัมพันธ์ อย่างเรื่องกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยและกัมพูชาเคยเข้าไปในพื้นที่ได้ ส่วนเรื่องประเด็นทางเทคนิคต่างๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคทำงานร่วมกัน ซึ่งบรรยากาศจะทำให้เจ้าหน้าที่ทางเทคนิคในเรื่องเขตแดนสามารถเดินหน้าต่อได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายใต้การลาออกของพ.ต.ท.ทักษิณ มีเงื่อนไขอะไรจากกัมพูชา ยื่นมาทางไทยหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าเรามีแนวทางชัดเจนตั้งแต่แรกว่า เรื่องนี้ไม่เป็นอุปสรรค เราจะส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตเพื่อปรับความสัมพันธ์
ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชามีเงื่อนไขอะไรในการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ทางกัมพูชาคงคาดหวังเหมือนกับประเทศไทย ที่จะมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตกัน
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มองเจตนาของกัมพูชาอย่างไร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เป็นเจตนาที่ดี และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้องการปรับความสัมพันธ์
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่ารัฐบาลกัมพูชาจริงใจแค่ไหน เพราะไทยเคยร้องขอมานานแล้ว ให้ทบทวนตำแหน่งที่พ.ต.ท.ทักษิณได้รับแต่งตั้ง นายปณิธาน กล่าวว่า ตนคิดว่าเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันกันก็สามารถทำงานร่วมกันได้ เรื่องนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่ไทยส่งสัญญาณไปว่าเราต้องการแก้ไขด้วยสันติวิธีและต้องการให้มีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี ซึ่งเราต้องการที่จะแก้ไขปัญหาในลักษณะที่เราต้องการที่จะกลับไปสู่สภาพที่ร่วมมือกันได้ชัดเจนทางกัมพูชาก็ตอบรับดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะวางแผนอย่างไรในการที่จะเจรจาข้อพิพาทที่มีต่อกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะมีกลไกต่างๆเดินไปซึ่งความจริงแล้วมีหลายกลไก แต่ก็มีผลกระทบในรอบหลายเดือน ตรงนี้กลไกเหล่านั้นก็คงจะเดินหน้าต่อไป เพราะมีคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีวี) และคณะกรรมการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี) และมีการพบปะกันของผู้นำในระดับสูง เช่น การพบปะกันของนายกรัฐมนตรี ถ้าเกิดขึ้นก็จะทำให้กลไกต่างๆเริ่มคลี่คลาย และเราเองก็มีข้อตกลงหลายอย่างกับกัมพูชาที่อาจจะทำให้เราเดินหน้าต่อได้ ความจริงความสัมพันธ์ในแง่ของการค้าขาย การลงทุนการแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวต่างๆก็ดีขึ้นเพราะว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตรงนี้เราก็สามารถที่จะเร่งให้เกิดบรรยากาศความร่วมมือที่ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับอะไรหรือไม่หลังจากที่มีข่าวออกมา นายปณิธาน กล่าวว่า ความจริงนายกฯได้เน้นตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าให้ใช้วิธีการสันติแต่ว่า ให้กระทรวงต่างๆที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ทำงานร่วมกันมากขึ้น ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ถูกกำหนดให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่แรกทำงานในลักษณะที่เป็นเอกภาพมากขึ้นและรายงานกลับมาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีมติครม.รองรับทำให้กระทรวงต่างๆเริ่มมีจุดยืนร่วมกันมากขึ้น ซึ่งต่างจากในอดีตที่กระทรวงต่างๆทำงานในลักษณะที่หลากหลาย ตอนนี้มีมติรองรับชัดเจนทำให้กระทรวงทำงานเดินได้ง่ายขึ้นเป็นเอกภาพเมื่อพูดกันเป็นเสียงเดียวการดำเนินการกับต่างประเทศก็จะง่ายขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวานนี้ทางกัมพูชายังจับคนของเราและเราก็จับคนของเขา แล้ววันนี้อยู่ๆจะมาจับมือกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องการทูตระดับผู้นำกับผู้นำและในระดับประเทศเรามีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับอย่างที่เห็น แต่ในพื้นที่เรื่องของชาวบ้านเรื่องของประชาชน เรื่องของการทำผิดกฎหมายต่างๆข้ามแดนต่างๆก็จะต้องว่ากันไปตามระบบซึ่งตรงนั้นไม่มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นผลพวงมาจากที่เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เดินทางไปกัมพูชาหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ตนคิดว่าทั้ง 2 ประเทศก็รับทราบความกังวลและความปรารถนาดี ขององค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยืนยันว่าเราจะคุยกันในระดับภาคี ซึ่งวันนี้เราก็แสดงให้เห็นว่าเราจะคุยกันในระดับนี้ แต่เราก็รับความปรารถนาดี อย่างไรก็ตามตนคิดว่าทางองค์กรระหว่างประเทศก็คงจะรับทราบว่าไทยกับกัมพูชากำลังจะเดินหน้าต่อไปในลักษณะทวิภาคี ขณะที่กัมพูชาเองก็คงจะคลายกังวล เพราะฉะนั้นการประชุมนานาชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น จะทำให้ทางกัมพูชาคลายความกังวลลง และเราจะได้หันมาอยู่ในกรอบทวิภาคีมากขึ้น
เมื่อถามว่าทางกัมพูชาได้บอกหรือไม่ว่าทำไมพ.ต.ท.ทักษิณ ถึงลาออก นายปณิธาน กล่าวว่า ยัง แต่กระทรวงต่างประเทศคงมีรายละเอียด เมื่อถามต่อว่านอกจากข่าวที่ออกมาแล้ว ทางกัมพูชาได้มีใครโทรมาประสานบ้างหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ต้องถามไปยังกระทรวงต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามนายปณิธานไปว่า ตกลงมีพระบรมราชโองการให้พ.ต.ท ทักษิณลาออก หรือให้ลาออก แต่นายปณิธานไม่ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่ระบุว่า เรื่องอื่นๆ ต้องหาข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศ ที่มีการประสานงานมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ได้มีการแจ้งเป็นระยะๆ ทั้งนี้จะมีการตรวจสอบกับกระทรวงต่างประเทศว่าขั้นตอนการลาออกเป็นอย่างไร



