
สศช.ปรับเป้า"จีดีพี"ปีนี้ใหม่7.5%พาณิชย์เล็งปล่อยผีขึ้นราคาสินค้าหลังก.ย.นี้
สศช.ปรับประมาณการจีดีพีปีนี้ใหม่เป็นขยายตัว 7-7.5% หลังครึ่งปีแรกขยายตัวเกินคาดที่ 10.6% ผลพวงจากการส่งออก การบริโภคและการลงทุนขยายตัวดีขึ้น ด้าน "พาณิชย์" เปิดทางผู้ผลิตขยับราคาสินค้า หลังมาตรการตรึงราคาหมดอายุสิ้นเดือนก.ย.นี้ ยันให้ทยอยขึ้นราคาได้ตามต้น
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2553 เติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องจาก 6 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยขยายตัวที่ 9.1% ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 10.6% เป็นผลมาจากการส่งออกที่ขยายตัวถึง 41.8% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 18.5% ส่วนภาคการบริโภคเติบโต 6.5% ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง
สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้มีปัญหาการเมืองในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่ก็ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 7.5 ล้านคนในช่วงครึ่งปีแรก จึงคาดว่า ทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาสูงถึง 15 ล้านคน ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมองว่าจะขยายตัวแบบชะลอตัวลง จนอาจทำให้ไตรมาส 4 เติบโตได้เพียง 1-2% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังยังเติบโตได้ 4-5% ทำให้ สศช.ต้องปรับเป้าหมายจีดีพีทั้งปีใหม่จาก 3.5-4.5% เป็นขยายตัว 7-7.5% และมองว่าหลังจากนี้ไปเศรษฐกิจจะเติบโตในระดับที่มีเสถียรภาพคือ 4-5% ต่อเนื่องไปอีกหลายไตรมาส
"ในครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่อาจกระทบต่อค่าเงินบาท ขณะที่การส่งออกจะขยายตัวได้ 25.7% จากนี้ไปจะต้องเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของไทยในสายตาต่างชาติ แก้ปัญหาข้อกฎหมายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม ดูแลการแข็งค่าของเงินบาทและเร่งรัดลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ทั้งรถไฟฟ้า ระบบราง ระบบชลประทาน เพื่อให้การลงทุนจากภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน" นายอำพนกล่าว
ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการทบทวนมาตรการตรึงราคาสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ที่จะหมดอายุลงสิ้นเดือนกันยายนนี้ว่า หากผู้ผลิตสินค้ามีภาระต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ผลผลิตลดลงจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น คงต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ผลิตในการปรับขึ้นราคาสินค้าตามภาระที่เพิ่มขึ้น จากนี้ไปกรมจะพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกฝ่าย ต้องดูแลราคาสินค้าให้เกิดความสมดุล แต่ก็ต้องทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ด้วย
"จะพิจารณาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากผู้ผลิตมีต้นทุนสูงขึ้นก็จะให้ปรับราคาได้ แต่จะขอความร่วมมือให้ทยอยปรับขึ้นราคา ไม่ให้ปรับขึ้นครั้งเดียวทีละมากๆ แต่หากในอนาคตเมื่อต้นทุนลดลง ก็ต้องปรับลดราคาสินค้าลงด้วยเช่นกัน" นางวัชรีกล่าวและว่า ส่วนการดูแลอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น กรมเตรียมจัดโครงการธงฟ้านำสินค้าราคาถูกออกจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค แม้ว่าสินค้าบางรายการจะทยอยปรับขึ้นราคา แต่ก็มั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีนี้จะไม่เกินเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ที่อัตรา 3.5% แน่นอน



