ข่าว

"มาร์ค"ชี้รัฐต้องการสร้างเด็กให้เป็นคนเก่ง-ดี

"มาร์ค"ชี้รัฐต้องการสร้างเด็กให้เป็นคนเก่ง-ดี

23 ส.ค. 2553

นายก"อภิสิทธิ์"ยันนโยบายรบ.ต้องการสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี - และเป็นคนเก่ง แนะวิธีสร้างเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี พร้อมให้เน้นศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ หวังให้รู้ถึงรากเหง้าของตัวเอง

(23ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประธานเปิดการประชุมทางวิชาการ“เรื่องบทบาทครูสังคมศึกษา กับการสร้างพล เมืองดีของชาติ” ที่ห้องประชุมไสว สุทิพิทักษ์ ชั้น 7 อาคารดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต(มธบ.) ซึ่งจัดโดยสมาคมครูสังคมศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิบการบดีฯมธบ. และผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาให้การต้อนรับ จากนั้นนายกรัฐมนตรีบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการสร้างพลเมืองดีของชาติ” ซึ่งมีนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ซึ่งเป็นวิทยากรต่อจากนายกฯ มาร่วมนั่งฟังการบรรยายอยู่หลังห้องร่วมกับคณะจารย์และนักศึกษา

 นายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีเป็นพิเศษที่มีการกำหนดการอภิปราย เรื่องบทบาทครูสังคมศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ผ่านมาบ้านเมืองประสบปัญหากับวิกฤติที่รุนแรง ที่มีผลสืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลก และปัญหาที่เกิดจากสังคมไทยเอง การเมืองมีความขัดแย้งที่รุนแรงและนำไปสู่ความรุนแรง ทำให้เกิดการสูญสีย และในแต่ละวันต้องรับข่าวสารทางสังคมในรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาชญากรรม ความไม่เหมาะสมในหลายเรื่อง โดยที่มีเด็กเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องแหล่านี้มากขึ้น ดังนั้นบทบาทของการศึกษา สถาบัน ครู อาจารย์ โดยเฉพาะด้านสังคมศึกษาน่าจะเป็นส่วนสำคัญในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นโอกาสที่จะนำเอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จะให้ข้อคิดบางประการว่าตนและรัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่าปัจจัยในเรื่อง “คน” มีความสำคัญ เพราะการลงทุนด้านการศึกษาการสรางคนมีความคุ้มค่ามากที่สุด โดยนโยบายปีกว่าๆของรัฐบาลมีมาตรการหลายด้านที่ทุ่มเทพัฒนากระตุ้นให้กระบวนการสร้างการศึกษาดำเนินการได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ แม้เบื้องต้นมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลยังคงไว้ซึ่งค่าใช้จ่ายในเรื่องการศึกษาและการพัฒนาคน อาทิ มีนโบบายเรื่องการสร้างโอกาสผ่านการเรียนฟรี เพิ่ม-ขยายการกู้ยืมเพื่อการศึกษา การลงทุนส่วนของมาตรการไทยเข้มแข็ง เรื่องปรับปรุงคุณภาพการศึกษา การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการศึกษาเป็นต้น รวมทั้งนโบบายที่ถูกมองว่าเป็นรัฐสวัสดิการก็มีการเพิ่มขยายตัวมากขึ้น ในเรื่องของการพัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่เกิด การผลักดันศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การสนับสนุนส่งเสริมเรื่องการสร้างโอกาสด้านอาชีพ

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่มองข้ามในอดีต ยกตัวอย่าง เช่น มีการศึกษาหลายกรณีที่ยืนยันแล้วว่าเรื่องโภชนามีส่วนสำคัญกับการพัฒนาสมองของเด็ก รัฐบาลจึงใส่ใจเด็กเล็กตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 6 ขวบ ที่ต้องดูแลเรื่องนมและอาหารกลางวัน ทั้งนี้ต้องมีการทำโครงการเรื่องของไอโอดีนที่ขาดในสังคมไทยด้วย และขณะนี้ยังพบเรื่องของน้ำดื่มของเด็กในหลายพื้นที่ ที่มีเรื่องสารตะกั่วสารพิษที่มีผลต่อการพัฒนาสมองเช่นกัน

 นายกฯ กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาว่า ตนไม่คาดหวังเรื่องความสามารถ แต่เราต้องใช้ความเป็นคนดี-คนเก่งและคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ดังนั้นการเสริมเรื่องคุณธรรม-จริยรรม ให้เป็นคนดีก็เป็นเป้าหมายสำคัญมากพอกับการสร้างความเก่ง ซึ่งการปฏิรูปการศึกษารอบสองรัฐบาลยังยืนยันในเป้าหมายนี้คือให้เด็ก “ใฝ่รู้และใฝ่ดี” ประกอบกันไป

 “เป้าหมายของการสร้างพลเมืองดีมีรูปแบบวิธีการจะทำอย่างไรนั้นมีการถกเถียงที่หลายฝ่ายต้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าจะก้าวไปอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงสังคมเรามีความก้าวหน้าไปมากที่มีความเจริญทางวัตถุ แต่ถ้าดูภาพรวมการศึกษาของคนของเราจบว่าคนไทยมีการศึกษาที่สูงขึ้นมาก แต่กลับมีความเสื่อมโทรมทางสังคมและวัฒนธรรม และน่าเสียใจที่คนโกง คนเลว ความชั่ว ในบ้านเราก็จบการศึกษาสูงมาก นั่นแสดงว่าไม่ได้ขาดการศึษา ดังนั้นจึงต้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นในระบบการศึกษาของเรา ว่าทำไมการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอกกลับไม่สามารถปลูกฝังได้ ดังนั้นต้องมาทบทวนว่าจะทำอย่างไร” นายกฯ กล่าว

 จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ฝากข้อคิด 3 ประเด็นให้กับอาจารย์สังคมด้านศึกษาว่า 1. ยุคปัจจุบันเราให้ความสำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยของโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวัตถุ ซึ่งการส่งเสริมให้คนเป็นคนเก่งด้วยการแข่งขันและดูแลตัวเองในระบบการศึกษาเช่นกันก็มีแข่งขันสูงเช่นกัน ทำให้เด็กกดดันสูง ในการสอบแข่งเข้ามหาวิทยาลัย รวมทั้งการสอบเจาะจงเข้าบางคณะ เด็กได้รับแรงกดดัน ต้องทำคะแนนตัวเองให้ได้ดี ซึ่งนั่นไม่ผิดที่จะให้เด็กได้เรียนรู้การทำอะไรภายใต้สภาวะความกดดัน แต่ปัญหามีอยู่ว่าเมื่อมีการแข่งขันมีก็ต้องแพ้ มีชนะ แต่ทำอย่างไรให้เขาเข้าใจว่าการแข่งขันไม่ใช่ทุกสิ่งที่อย่างในชีวิต ซึ่งภาคสังคมศึกษาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้คนตระหนักว่าเราใช้ชีวิตลำพังไม่ได้ เราต้องอยู่ในชุมชน อยู่ในสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศและของโลก และต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่มีความจำเป็นต้องช่วยสร้างความเข้าใจ

 “ วิชาประวัติศาตร์มีความสำคัญมาก ซึ่งสมเด็จพระราชินีทรงรับสั่งหลายครั้งถึงเรื่องการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เพราะนอกจากจะเป็นการรู้ถึงรากฐานในสังคม ยังมีความสำคัญในการทำให้เยาวชนมีความภาคภูมิใจในรากฐานของตัวเอง รักชาติรักสังคม รักส่วนรวม นั่นเป็นพื้นฐานในการเป็นพลเมืองดี และนอกจากจะปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ได้แล้ว ก็จะปลูกให้ตระหนักให้เป็นส่วนของสังคม มองสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่ามองตัวเองหรือมองแค่ตัวบุคคล ดังนั้นการมีจิตสำนึกตรงนี้จะนำไปสู่การมีจิตอาสาและเป็นพลเมืองที่ดีต่อไป

 นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องของชุมชนและท้องถิ่น ตลอดวลาที่ผ่านมาระบบการศึกษาทำให้เยาวชนห่างไกลจากชุมุชนของตัวเอง คนชนบทที่จบการศึกษาสูงไม่สามารถไปทำงานที่บ้านเกิดได้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ดังนั้นต้องปรับแก้จุดนี้ให้สมดุลมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลมีความพยายามปรับปรุงปฏิรูปการศึกษาที่จะให้ความสำคัญกับหลักสูตรท้องถิ่นว่ามีความสมดุล สามารถตอบสนองตรงนี้อย่างไร

 นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้มีความตื่นตัวมากขึ้นในการที่ราต้องเป็นส่วนหนึ่งของโลก เพราะในอนาคตแนวโน้มที่พูดถึงกระแสโลกาภิวัฒน์ที่กำแพงถูกทำลายด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้คนทั้งโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น ที่ต้องตื่นตัวเพราะปัญหาสังคมและโลกจะเป็นระดับสากลมากขึ้น เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความผันผวนทางสภาวะภูมิอากาศหรือโลกร้อน รวมทั้งเรื่องการสร้างจิตสำนึกความเข้าใจในการดูแลระบบนิเวศน์ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเป็นปัญหาใหญ่กว่าขอบเขตประเทศเป็นเรื่องสำคัญ และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัญหาที่เป็นกระแสโลกที่จะกระทบกับสังคมไทย ทั้งในเรื่องของสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ การเลือกปฏิบัติ ดังนั้นการให้ความรู้ถึงแนวคิดต่างๆก็จะเป็นส่วนที่ทำให้มีความรู้และให้คำตอบกับเราว่าการเป็นพลเมืองที่ดีเป็นอย่างไร

 นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นที่สองว่าการปลกฝังค่านิยมจิตอาสาเป็นภารกิจเฉพาะ ซึ่งมีการเรียกร้องว่าเมื่อเราเห็นปัญา ความเสื่อมถอยในด้านคุณธรรม-จริยธรรม มีการพูดว่าต้องสอนวิชาศีลธรรมหน้าที่พลเมือง ซึ่งกระบวนการศึกษาคงจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แต่การเรียนการสอนการสร้างจิตสำนึกตนมีความเชื่อว่าการสอนให้ได้ผลที่สุดคือการเรียนรู้จากการปฏิบัติจากกิจกรรม

 “ ปัญหาที่เห็นกันในสังคม คนที่สร้างปัญหาในสังคม ถามเขาว่าเคยเรียนรู้ไหมว่าสิ่งใดที่ผิด สิ่งใดที่ไม่ชอบ ไม่ดี ซึ่งแน่นอนเขาก็คงเคยเรียน แต่การจะรับรู้รับทราบว่าสิ่งที่ดี-ไม่ดี ควรหรือไม่ควรกระทำนั้น เรากลับล้มเหลวในการเชื่อมโยงจิตสำนึกมาสู่การใช้ในชีวิตจริง”นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการทำเรื่องนี้ตองปรับปรุงกระบวนการและรูปแบบการเรียนรู้ ซึ่งการปฏิรูปการศึกษารอบสองเราให้เด็กเรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น ลดหลักสูตรที่ซ้ำซ้อนร้อยละ 30 แต่กิจกรรมง่ายๆ เช่น ลูกเสือ กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญน้อยไป ทั้งที่เราไม่ได้มุ่งว่าการให้ความรู้ด้านนี้ต้องให้สู่ความเป็นเลิศในฐานะนักกีฬาหรือศิลปิน เพราะไม่ว่าจะมีความเป็นเลิศหรือไม่นั้น กีฬาสอนก็ให้รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ทำงานเป็นทีม และสร้างความสัมพันธ์กับคู่แข่งขัน ส่วนศิลป วัฒนธรรม ดนตรี มีส่วนในการกล่อมเกลาจิตใจ ทำให้มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมสงบสุข

 “ แต่ผมอยากให้เรียนรู้กับโลกภายนอกมากขึ้น เช่น คุยกับปราชญ์ชาวบ้าน คุยกับคนในชุมชน เพื่อให้มีความกลมกลืนกับสังคมในท้องถิ่น ซึ่งผมได้มอบนโยบายกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)แล้วว่า ในอนาคตมีสังคมผู้สุงอายุมากขึ้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือช่องวางระหว่างวัย การใช้ชีวิตคนแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันมาก ดังนั้นถ้าจัดกิจกรรมให้เด็กไปพบผู้สูงอายุในชุมชนจะเป็นประโยชน์กับเด็กและคนสูงยุเอง ซึ่งนั่นเป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรรมและการปฏิบัติ ”นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวถึงประเด็นที่สามว่า เราต้องยอมรับว่ายุคปัจจุบันการได้รับอิทธิพลของเยาวชนไม่ได้มาจากครูและสถานศึกษาเท่านั้น แต่มาจากสื่อสารมวลชนเป็นหลักการ การใช้เวลากับเพื่อนหรือเครือข่ายที่คบหากันทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากคือทำอย่างไรให้เด็กรู้เท่าทันเรื่องการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งการใช้สื่อต่างๆเป็นการกำหนดลักษณะของคนอย่างมากในเรื่องการใช้ภาษา อุปนิสัย ถ้าอยู่กับสื่อที่เน้นความเร็วจะทำให้รู้แค่ผิวเผิน และทำให้เป็นคนใจร้อน คิดว่าจะได้อะไรมาด้วยความรวดเร็ว

 “นอกจากจะถ่ายทอดหรือสอนแล้ว ต้องคิดต่ออีกว่าเราจะมีบทบาทหรือสร้างทักษะให้เยาวชนมีความพร้อมในโลกอย่างในการใช้สื่อย่างชาญฉลาดสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ และกลั่นกรองข้อมูล คิดวิเคราะห์ได้ ผมคิดว่ากิจกิรรมที่ช่วยคือส่งเสริมเรื่องของข่าวสาร โดยนำข่าวที่เกิดขึ้นจริงมาแลกเปลี่ยนแง่มุมของข่าวสาร เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง เพื่อให้รู้ว่าข่าวนั้นมีผลกระทบต่อชีวิตจริงอย่างไร และสะท้อนให้รู้ว่าหากคนมีคุณธรรม-จริยธรรมปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขอย่างไรตามสิ่งที่เกิดขึ้นในข่าวสาร”นายกฯ กล่าว