
เราจะให้สังคมตัดสิน"กริพเพน"
เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเดินทางไปสวีเดนเพื่อประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการร่วมไทย-สวีเดน ในโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่น "กริพเพน" ของกองทัพอากาศ
น่าสนใจว่า การเหินฟ้าไปสวีเดนของคณะผู้แทนฝ่ายไทยนำโดย ผบ.ทอ. ครั้งนี้มีการปรึกษาหารือถึงข้อครหาเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนที่มีการชี้ว่า กองทัพโรมาเนียสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าของกองทัพไทยครึ่งต่อครึ่งด้วย !
พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวถึงข้อครหาเรื่องนี้ก่อนว่า "โครงการจัดซื้อกริพเพนที่สวีเดนดำเนินการกับการกองทัพอากาศไม่สามารถเปรียบเทียบกับโครงการของประเทศอื่นได้เลย เพราะของเราเป็นโครงการจัดซื้อพร้อมระบบบัญชาการ และควบคุมด้วย"
ขณะที่เนื้อหาในส่วนอื่นก็มีการพูดถึง "การถ่ายทอดเทคโนโลยี" ซึ่งมีความชัดเจนว่าสวีเดนจะให้ทุนกับกองทัพอากาศกี่ทุน และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้พูดถึงความร่วมมือกันทางด้านอุตสาหกรรมด้วย
ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก จึงได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อพูดคุยในรายละเอียด เพื่อให้มีความร่วมมือกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเดียว
"การจัดซื้อกริพเพนของกองทัพอากาศจะทำให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น เราจึงไม่ใช่เน้นแค่การจัดซื้ออาวุธ แต่จะมุ่งเน้นถึงความร่วมมือของทั้งสองประเทศมากขึ้น” พล.อ.อ.อิทธพรระบุถึงผลพลอยได้จากการซื้อกริพเพน
ส่วนเรื่องการจัดซื้อกริพเพนเฟส 2 อีก 6 ลำ ผบ.ทอ.เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้จัดซื้อเฟส 2 กองทัพอากาศก็ได้พูดคุยกันในรายละเอียดว่า นอกจากตัวเครื่องแล้ว จะมีอุปกรณ์อะไรที่สวีเดนจะแถมให้กองทัพอากาศอีกบ้าง
เบื้องต้นเราอาจได้เครื่องบินแอร์บอนเออร์ลี่วอร์นนิ่ง หรือระบบแจ้งเตือนในอากาศ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ RBS 15 รวมทั้งทุนการศึกษา และระบบเทคโนโลยีต่างๆ
สำหรับการเตรียมพร้อมของกองทัพอากาศในการชี้แจงการจัดซื้อกริพเพนเฟส 2 ผบ.ทอ.ก็อธิบายถึงความจำเป็นในการจัดซื้อว่า กองทัพอากาศมีความต้องการจัดหาเครื่องบินกริพเพน 1 ฝูง จำนวน 12 เครื่อง ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก ครม. เมื่อปี 2550
อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องการจัดหาพร้อมกันทั้ง 12 เครื่อง แต่เนื่องจากวงเงินงบประมาณสูง ครม.จึงขอให้กองทัพอากาศแบ่งการจัดซื้อเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกดำเนินการตั้งแต่ปี 2551-2555
หลังจากนั้นในปีงบประมาณ 2553 กองทัพอากาศก็พยายามจัดหาให้ครบ 12 เครื่อง เพราะการที่มีอากาศยานแค่ 6 เครื่องมันไม่เพียงพอ ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ กองทัพอากาศจึงเสนอความต้องการไปอีก 6 เครื่องเพื่อให้ครบ 12 เครื่อง
"จริงๆ เราอยากได้เครื่องบิน 18 เครื่อง แต่เราก็เข้าใจในเรื่องงบประมาณ ซึ่งความต้องการที่ต่ำสุดเพื่อพร้อมรบคือ 12 เครื่อง สมมติเรามีเครื่องบิน 6 เครื่อง ปกติความพร้อมจะตั้งไว้ 70% เพราะเครื่องบินต้องหมุนเวียนเข้าซ่อมบำรุง ดังนั้น 70% ก็จะเหลือ 4 เครื่อง ในจำนวนนี้จะต้องปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศ 2 เครื่อง ส่วนที่เหลืออีก 2 เครื่อง จะไม่เพียงพอ ฉะนั้นถ้าจะต้องมีเครื่องพร้อมรบ 70% ก็ต้องมีไม่น้อยกว่า 8 เครื่อง ซึ่งจะสามารถจะดูแลผลประโยชน์ของชาติทางภาคใต้ได้ทั้งหมด"
ผบ.ทอ.ย้ำว่า เราจะต้องมีอากาศยานและกำลังรบพร้อมป้องกันประเทศ ซึ่งการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต้องใช้เวลาล่วงหน้านานถึง 3 ปี เพื่อสร้างเครื่องบิน และฝึกนักบินอีก 1 ปี ซึ่งทำได้แค่การบินขั้นต้นเท่านั้น ยังไม่สามารถรบได้
ดังนั้น ถ้าเราเซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 2554 ก็จะต้องนับไปอีก 3 ปีเป็นอย่างน้อยกว่าจะได้เครื่องบิน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ทำให้กองทัพไม่มีความพร้อมรบ
เมื่อถามว่า พร้อมรับการโจมตีการจัดซื้อเฟส 2 ไว้อย่างไร ผบ.ทอ.กล่าวว่า กองทัพอากาศพร้อมชี้แจงเสมอ โดยที่ผ่านมาก็ได้พามวลชนเดินทางไปดูความคืบหน้าต่างๆ ที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี มาแล้ว
ขณะที่การเดินทางมาที่สวีเดนครั้งนี้ประเด็นที่สำคัญมาก คือ "กำหนดรับมอบเครื่องบิน" โดยมีการพาตัวแทนทั้งฝ่ายความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจมารับรู้ข้อมูลการดำเนินการของกองทัพอากาศ
"การเดินทางมาครั้งนี้ถือเป็นการตอบสังคมว่า กองทัพอากาศดำเนินการโปร่งใสจริงๆ ไม่เคยมีอะไรแอบแฝง และได้พูดกับทางสวีเดนว่า เรื่องการจัดซื้อกริพเพนแพงกว่าโรมาเนีย ทางสวีเดนจะต้องพูดให้ชัดเจน เพราะการนำเสนอของสื่อบางแหล่งอาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยออกมา โดยเฉพาะตัวเลขและการเอาจำนวนเครื่องบินมาหารกันมันไม่ยุติธรรม"
ส่วนจะฟ้องร้องกรณีที่ถูกพาดพิงหรือไม่ ผบ.ทอ.ตอบว่า เราก็คิดเหมือนกัน เพราะไม่สบายใจว่าบางอย่างที่มีคนโจมตี ถ้าเราเฉยก็เหมือนเป็นการยอมรับ แต่ก็ได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบหากมีการฟ้องร้อง เพราะกระบวนการขึ้นศาลต้องใช้ระยะเวลา
ฉะนั้นเราจะเน้นการชี้แจงให้รู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาจริงหรือไม่ แล้วให้ "สังคมตัดสิน" แต่หากทำให้กองทัพอากาศเสียหายมากๆ เราคงอยู่นิ่งไม่ได้ และอาจต้องดำเนินการอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะการนำเอกสารลับของทางราชการที่มีการตัดต่อมาเปิดเผย
นั่นคือคำชี้แจงของ ผบ.ทอ.ในระหว่างเดินทางเยือนสวีเดน เพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ โดยเฉพาะการจัดซื้อกริพเพนที่แพงกว่าประเทศอื่น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ ก็อย่างที่เจ้าตัวทิ้งไว้ให้คิด คือสุดท้ายสังคมก็จะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินเอง
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์



