ข่าว

"พท.-เสื้อแดงจะแพ้ยาวหากไม่สรุปบทเรียน"

"พท.-เสื้อแดงจะแพ้ยาวหากไม่สรุปบทเรียน"

23 ส.ค. 2553

"จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิเคราะห์บทบาทและเครือข่ายของรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ว่า เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และยังเสี่ยงต่อการนำพาประเทศไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 โดยเห็นว่าอำนาจการปกครองประเทศในปัจจุบันไม่ได้เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาล แต่มีเครือข่ายจากหลายๆ ภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ได้ และกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง เครือข่ายที่ว่านี้ได้แก่

 1.กองทัพ บทบาทก็คือถ้าไม่อยากให้รัฐบาลไหนปกครองได้ ก็จะวางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ความวุ่นวาย แต่ถ้าอยากให้รัฐบาลชุดไหนอยู่ได้ ก็จะใช้มาตรการทางทหารเข้าช่วยเหลือ แล้วอ้างว่าทำตามหน้าที่ ยิ่งไปกว่านั้นกองทัพกำลังจะเข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะจากผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ที่เป็น "สายเหยี่ยว"

 2.อดีตข้าราชการและนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งคนเสื้อแดงเรียกรวมๆ ว่า "อำมาตย์" บทบาทของกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549

 3.รัฐบาลพลเรือนที่มีนายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองไปด้วย ขณะเดียวกันก็รักษาฐานอำนาจ และเป็นโฆษกให้เครือข่ายการเมืองนี้ไปด้วย โดยโฆษกคนสำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี

 4.สื่อมวลชนกระแสหลัก โดยมีสื่อประเภทสุดโต่งเป็นหัวหอก พร้อมทำหน้าที่เป็นใบปลิวโฆษณาให้แก่เครือข่ายการเมืองนี้ ร่วมกับสื่อกระแสหลักอื่นๆ ที่ไม่ถึงกับสุดโต่ง แต่ให้การสนับสนุน

 5.รัฐธรรมนูญและองค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กร เป็นเครื่องมือสำคัญของเครือข่ายที่สนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ กล่าวคือตัวรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย และมีกลไกต่างๆ ที่เป็นอำนาจพิเศษและองค์กรตามรัฐธรรมนูญคอยช่วยเหลือผ่านกระบวนการที่เรียกกันว่า "ตุลาการภิวัตน์"

 6.พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลายเป็นเครื่องมือพิเศษของรัฐบาลและเครือข่ายผู้สนับสนุนที่พบว่าใช้แล้วมีผลเท่ากับการยกเลิกรัฐธรรมนูญบางมาตรา และสามารถใช้อาวุธประหัตประหารประชาชนได้เกือบจะโดยเสรี เมื่อไปร้องขอพึ่งอำนาจศาล ศาลก็บอกว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 7.คณะบุคคลที่เป็นผู้นำภาคประชาสังคม กลุ่มนี้กลายเป็นผู้เสริมบารมีให้แก่รัฐบาล อยู่ในขบวนการปฏิรูปประเทศ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไรกับวิกฤติที่เกิดขึ้น เพราะแสดงจุดยืนว่าไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง เพียงแต่ประกาศจะปฏิรูปหลายอย่าง ยกเว้นเรื่องที่จำเป็นที่สุดคือ "ปฏิรูปการเมือง"

 8.กองกำลังที่มีสิทธิพิเศษและได้รับการยกเว้นไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเหมือนกลุ่มอื่นๆ นั่นก็คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
 "เครือข่ายนี้ปกครองประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน และคอยทำลายฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้าม ทั้งรัฐประหาร ยุบพรรค เมื่อฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามตั้งรัฐบาลได้ ก็ถูกล้มถึงสองครั้งสองครา ต่อมาเมื่อมีการชุมนุมของฝ่ายนั้น ก็มีการใช้กำลังทหารเข้าสลาย และมีการตั้งข้อหาร้ายแรงทั้งก่อการร้ายและล้มสถาบัน"

 "จาตุรนต์" ยังได้วิเคราะห์เครือข่ายของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลว่า ประกอบด้วยคนเสื้อแดง พรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง แต่ภายในของฝ่ายนี้ก็มีความคิดแตกต่างหลากหลายพอสมควร โดยยังไม่ปรากฏการสรุปบทเรียนว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วง 2-3 เดือนทื่ผ่านมา อะไรถูก อะไรผิด สาเหตุเพราะคนในฝ่ายนี้ส่วนหนึ่งอยู่ในคุก อีกส่วนหนึ่งหลบหนี แต่ที่ต้องยอมรับก็คือ มีหลายส่วนยังต้องการสู้อยู่ มีอารมณ์โกรธแค้น และต้องการแก้แค้น

 ฉะนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรงจากบางส่วนของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้นำไปสู่สันติ แต่ถูกปราบปราม พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายนี้ก็ถูกยุบไป 2 ครั้ง จึงมีสภาพซวนเซมาก หนำซ้ำยังถูกมองโยงกับเสื้อแดงที่เพลี่ยงพล้ำอย่างมาก ที่สำคัญพรรคการเมืองนี้ก็ยังไม่ได้สรุปบทเรียนให้ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นความเกี่ยวพันกับเสื้อแดง

 "ความเห็นส่วนตัวของผม คือพรรคการเมืองควรร่วมกับเสื้อแดงบางเรื่อง และแยกบทบาทกับกลุ่มเสื้อแดงบางเรื่อง ไม่ใช่ทำให้สังคมรู้สึกว่าเป็นขบวนการนอกสภาทั้งหมด เพราะมิฉะนั้นจะให้ประชาชนพึ่งได้อย่างไร" จาตุรนต์กล่าว

 นอกจากนี้ "จาตุรนต์" ยังมองว่า ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายที่กล่าวมา มีขึ้นทั้งในและนอกสภา แนวโน้มของเสื้อแดงยังมีคนที่จะต่อสู้ในสิ่งที่ตนเองเชื่อต่อไป แต่อาจอยู่ในสภาพต่อสู้อย่างสะเปะสะปะ และต้องการสรุปบทเรียนอย่างเร่งด่วน

 "เมื่อวิเคราะห์ตามสภาพที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว จะพบว่ารัฐบาลกับเครือข่ายที่สนับสนุนอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบและเหนือกว่ามาก ทั้งยังมุ่งทำลายล้างฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้การต่อสู้ของเสื้อแดงและกลุ่มอื่นๆ อาจอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว เพราะคนส่วนมากไม่สนับสนุนมีสูง"

 "จาตุรนต์" ยังประเมินอนาคตการเมืองไทยทั้งบริบทในและนอกสภาว่า พิจารณาการเมืองในสภา หากมีการเลือกตั้งขึ้นจริง พรรคเพื่อไทยคงไม่ใช่พรรคเล็ก คงได้เสียงมาเป็นอันดับ 1 แต่จะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะจะไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ จะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลชุดต่อไป

 ภาพจำลองสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งก็คือ

 1.พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกรอบหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การต่อต้านของฝ่ายเสื้อแดงทำได้ยากขึ้น เพราะพูดไม่ได้แล้วว่าไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือไม่มีความชอบธรรมในแง่นี้

 2.พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะออกมาเคลื่อนไหวแน่ ทำให้การบริหารประเทศยากมาก ยิ่งถ้ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไข พรรคเพื่อไทยอาจจะถูกยุบอีกรอบ อันจะเป็นชนวนทำให้ความขัดแย้งในบ้านเมืองมากขึ้น

 "รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะไม่มีการแข่งขันด้านนโยบายเหมือนกับการเมืองช่วงก่อนปี 2549 และจะมีโอกาสของการทุจริตคอรัปชั่นสูงมาก เนื่องจากกลไกการตรวจสอบทุจริตใช้การไม่ได้มาหลายปีแล้ว องค์กรตรวจสอบต่างๆ ก็ลงเรือลำเดียวกับเครือข่ายที่สนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ การทุจริตก็จะมีมากขึ้น ประเทศไทยก็จะอยู่กับที่หรือล้าหลัง"

 "เมื่อประเทศชาติอยู่กับที่ เสียงต่อต้านรัฐบาลก็จะแรงขึ้น สุดท้ายรัฐบาลก็จะอยู่ลำบาก จุดนี้เองที่ผมเคยคิดก่อนหน้านี้ว่า ในช่วงก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม เสื้อแดงน่าจะยุติบทบาท เปิดทางให้รัฐบาลได้พิสูจน์ตัวเอง ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งเกิดเร็วขึ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันก็จะไม่อยู่สบายแบบนี้" จาตุรนต์กล่าว

 แต่เมื่ออดีตแก้ไม่ได้ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เสนอทางออกคือ ต้องแก้กติกาให้การเลือกตั้งมีความหมาย ไม่ใช่เปลี่ยนนายกฯ เมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่สนใจเสียงของประชาชน นอกจากนั้นก็ต้องลดบทบาทขององค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กรลง และลดบทบาทตุลาการภิวัตน์ แล้วสร้างระบบนิติรัฐ นิติธรรมขึ้นมา

  จาตุรนต์กล่าวอีกว่า มีคำถามว่าประเทศไทยจะปรองดองได้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าอาจจะปรองดองได้ แต่ต้องอาศัยความเป็น "สังคมไทย" ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐบาล เนื่องจากแผนปรองดองที่นายกรัฐมนตรีประกาศ เนื้อแท้ไม่ใช่แผนปรองดอง หนำซ้ำวิธีการที่ทำอยู่ก็ไม่ได้นำไปสู่การปรองดองได้เลย มีความเหลื่อมล้ำของอำนาจและความยุติธรรม การปฏิรูปก็ไม่ได้พูดถึงปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งสำคัญมากที่สุด

 "เงื่อนไขการปรองดองเกิดยาก และป้องกันความรุนแรงในอนาคตก็ยาก เนื่องจากรัฐบาลที่เป็นคู่กรณียังอยู่ในอำนาจ และต้องทำทุกอย่างให้ตนเองพ้นผิดจากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ฉะนั้นจึงไม่สามารถหวังพึ่งรัฐบาลได้ รวมถึงกลไกรัฐสภาด้วย เพราะเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้วิตกกับความรุนแรง ซ้ำยังมองว่ายิ่งเกิดความรุนแรงก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับตนเอง"

ปกรณ์ พึ่งเนตร