ข่าว

 หลักฐาน'สร้อย'มัดสองหนุ่มสาวปาดคอตร.จีน

หลักฐาน'สร้อย'มัดสองหนุ่มสาวปาดคอตร.จีน

23 ส.ค. 2553

สร้อยสเตนเลสลายโซ่ข้อเล็ก 10 ข้อสลับข้อใหญ่ 1 ข้อ กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยมั่นใจยิ่งขึ้นว่า อดีตทหารเรือวัย 22 ปี มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีพยายามฆ่าตำรวจจีนแล้วหลบหนีเข้ามากบดานในเมืองไทย !?!

 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 พ.ต.ต.ลี ชาง บิน แห่งกองบัญชาการตำรวจสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ถูกคนร้ายใช้มีดปลายแหลมปาดคอ 3 แผลจนหลอดลมขาด และกระหน่ำแทงตามร่างกายอีกหลายแห่ง ได้รับบาดเจ็บปางตาย ทางการจีนให้ความสำคัญกับคดีนี้มาก เนื่องจากผู้เสียหายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีการตั้งคณะทำงานสืบสวนหาตัวคนร้าย จนรู้ว่าคนร้ายเป็นหนุ่มไทยกับสาวจีนยูนนานแฟนสาวเป็นคนร้าย

 จากการสืบสวนของทางการจีนยืนยันได้ว่า สองหนุ่มสาวหลบหนีจากแคว้นสิบสองปันนาเข้าประเทศลาวแล้วหลบหนีเข้ามาอยู่ในเมืองไทย ทางการจีนจึงทำเรื่องประสานมายังตำรวจไทยให้ช่วยติดตามตัว พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.สตม.จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.1 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.สมชาย เดชแพ รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.รัชทพงศ์ เตี้ยสุด สว.กก.1 และ พ.ต.ต.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน สว.ชุดปฏิบัติการ 3 บก.สส.บช.น.และชุดสืบสวนออกติดตามตัว

 ชุดสืบสวน สตม.ใช้เวลาแกะรอยติดตามตัวจนได้เบาะแสว่า สองหนุ่มสาวคือ นายเอกพจน์ หาญดี อายุ 22 ปี อดีตทหารเรือจากกองดุริยางค์ทหารเรือ และ น.ส.ยู ไอ ชา หรือหมวย แฟนสาวชาวจีนยูนนาน เข้ามากบดานอยู่แถวบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงเฝ้าประกบจนพบหญิงสาวตรงตามรูปพรรณอาศัยอยู่ที่เลิศมงคลคอนโด ชุมชนคลองยายจิ๋ว ซอยบางปู 104 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ออกมาทิ้งขยะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระป๋องนมข้นที่ซื้อมาจากห้างเทสโก้ โลตัส สาขาบางปู

 กระป๋องนมข้นเหล่านี้ทำให้ตำรวจรู้ว่า เอกพจน์กับหมวยที่อยู่ระหว่างการหลบหนีคดีประกอบอาชีพทำน้ำเต้าหู้ขายที่ตลาดตำหรุห่างออกไปจากที่พักไม่ไกลนัก จึงวางกำลังเฝ้าดูพฤติกรรม กระทั่งหัวค่ำวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงเข้าไปควบคุมตัวและตรวจสอบเอกสารของหมวยพบว่า เธอไม่มีใบอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย จึงนำตัวไปสอบปากคำที่ บก.สส.สตม. ขณะเดียวกันคณะตำรวจจากจีนและทูตตำรวจจีนประจำประเทศไทยเข้าร่วมสอบปากคำด้วย

 หมวยที่อยู่ในอาการตื่นตระหนกถึงกับร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ส่วนเอกพจน์ยังคงยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีพยายามฆ่าตำรวจจีน ?!!

 ระหว่างการสอบปากคำอย่างเคร่งเครียด ทั้งจากตำรวจไทยและตำรวจจีนสิบสองปันนา พล.ต.ต.มนู และ พ.ต.อ.วิวัฒน์ ได้รับรายงานเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ทำให้ตำรวจจีนมั่นใจว่า ทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้มีดทำร้าย พ.ต.ต.ลี ชาง บิน ทั้งพยานที่เห็นผู้เสียหายกับเอกพจน์และหมวยออกจากร้านอาหารในแคว้นสิบสองปันนาด้วยกัน เอกพจน์กับหมวยจึงเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับ พ.ต.ต.ลี ชาง บิน ก่อนจะถูกทำร้ายปางตาย

 ขณะเดียวกันในรถยนต์ผู้เสียหายที่เปรอะไปด้วยคราบเลือดยังเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือของเอกพจน์และหมวย เมื่อตรวจคราบเลือดเปรียบเทียบกับเส้นผมที่พบในห้องของทั้งสองก็ปรากฏว่าตรงกัน นอกจากนี้ พ.ต.ต.ลี ชาง บิน ที่แม้จะบาดเจ็บเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ยังพอให้การได้ให้การยืนยันว่าทั้งสองคือคนที่ทำร้ายเขานั่นเอง !?!

 แม้จะมีหลักฐานยืนยันแน่นหนา ทว่าเอกพจน์และหมวยยังคงยืนกรานปฏิเสธ ท้ายที่สุดแล้ว พ.ต.อ.วิวัฒน์สังเกตเห็นสร้อยสเตนเลสของคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุพยายามฆ่าตำรวจจีน มีลักษณะละม้ายคล้ายกันกับของเอกพจน์ที่สวมติดคอในภาพถ่ายใบหนึ่ง จึงนำกล้องขยายมาส่องดูจนเห็นความเหมือน คือ ลายโซ่ข้อเล็ก 10 ข้อสลับกับข้อใหญ่อีก 1 ข้อ จึงยิ่งมั่นใจยิ่งขึ้น และเมื่อนำความจริงข้อนี้ไปสอบถามกับหมวยเธอถึงกับร้องไห้โฮออกมา

 ในที่สุดหมวยก็ยอมรับว่าเธอกับแฟนหนุ่มเป็นคนทำร้ายตำรวจจีนจริง โดยมีสาเหตุมาจากต้องการชิงทรัพย์หาเงินเป็นค่าเดินทางจากจีนมาประเทศไทย ประกอบกับความหึงหวงที่เอกพจน์ได้เห็นภาพตำรวจจีนมีความสนใจในตัวหมวยแฟนสาว จึงใช้มีดปลายแหลมปาดคอ พ.ต.ต.ลี ชาง บิน ที่อยู่ในอาการมึนเมาจนสู้แรงไม่ได้ แล้วกระหน่ำแทงตามร่างกายอีกหลายแผล

 หลังจากนั้นทั้งสองได้ช่วยกันปลดทรัพย์และขับรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี ของ พ.ต.ต.ลี ชาง บิน หลบหนีจากสิบสองปันนาแล้วจอดรถทิ้งไว้ที่ชายแดนจีน-ลาว เดินเท้าข้ามพรมแดนแล้วขึ้นรถโดยสารมายังชายแดนลาว-ไทย ข้ามมาฝั่งไทยด้าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย แล้วนั่งรถต่อมาอีกทอดมาอาศัยอยู่ที่บางปู ทำน้ำเต้าหู้ขาย

 พล.ต.ต.มนูบอกว่า คดีนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจไทยจีน ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยกับจีนมีการประสานงานกันด้วยดีมาตลอด