
ยกเครื่องการคลังลด"เหลื่อมล้ำ"ผ่านกลไกภาษี-เพิ่มรายได้-การออม
ทุกภาคส่วนในสังคมกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคม ทั้งด้านรายได้ การศึกษา สาธารณสุข และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ผ่านการปฏิรูปประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแนวทางหนึ่งในการลดความขัดแย้ง ความแตกแย
เพราะในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้น ทำให้จำนวนคนจนลดลงทั่วประเทศเหลือไม่ถึง 9% ของประชากรในปัจจุบัน จากที่เคยสูงถึง 45% เมื่อ 25 ปีก่อน แต่ประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวย คนเมืองกับคนชนบท
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ระบุว่า จากข้อมูลสถิติปัจจุบันพบว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างกลุ่มประชากร 20% ที่มีรายได้สูงสุดกับประชากร 20% ที่มีรายได้ต่ำสุดมีความห่างกันถึง 12 เท่า ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 25 ปีก่อน จึงไม่แปลกที่ผลการจัดอันดับการกระจายรายได้ของประเทศไทยในอันดับโลกรั้งท้ายอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลก ที่สำคัญยังสะท้อนได้ชัดเจนจากจำนวนผู้เสียภาษีของประเทศ โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากประชากร 64 ล้านคนนั้น มีผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9-10 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ที่จ่ายเงินภาษีจริงเพียง 2.3 ล้านคนเท่านั้น เพราะจากมาตรการลดหย่อนต่างๆ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องมีภาระภาษี และคนกลุ่มนี้เองที่มีภาระต้องจ่ายภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ
นอกจากนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดของจำนวนผู้เสียภาษี จะพบว่ามีผู้เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% เพียง 6 หมื่นราย และคิดเป็นเม็ดเงินจ่ายภาษีถึง 50%ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และในจำนวนคน 6 หมื่นคนที่เสียภาษีในอัตราสูงสุดนี้ พบว่า มีผู้ที่มีเงินได้สูงกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 2,400 คน และมีสัดส่วนการเสียภาษีสูงถึง 34% ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มคนรวยเพียงไม่กี่คน ทั้งนี้ หากดูในแง่รายได้ คนรวยที่สุด 20% ข้างบนของคนทั้งประเทศมีเม็ดเงินรายได้รวมกันถึง 54% ของรายได้ของประเทศ ขณะที่คนจนที่สุด 20% สุดท้ายของประเทศ มีรายได้รวมกันเพียง 4.8% ของรายได้รวม
กระทรวงการคลังก็มีความเป็นห่วงในปัญหาดังกล่าว จึงได้พยายามนำเสนอการดำเนินนโยบายสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบ นอกจากการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย การสนับสนุนการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และดำเนินการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเพื่อใช้เป็นกลไกสร้างความเป็นธรรมและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อกระจายทรัพยากรจากผู้มีรายได้สูงไปสู่ผู้มีรายได้น้อย และยังเป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและปัญหาความขัดแย้งทางสังคมได้ในที่สุด
ชู3เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ
นายสาธิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ถึงเวลาเหมาะสมที่จะมีการยกเครื่องเศรษฐกิจและการคลังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม หลังจากที่ไทยมีการปฏิรูปครั้งสุดท้ายเมื่อ ปี 2535 หากจะก้าวไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการให้ได้ภายในปี 2560 จะต้องเริ่มต้นจากการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมก่อน และสิ่งที่กระทรวงการคลังกำลังผลักดันเครื่องมือสำคัญคือ การปรับโครงสร้างภาษีที่มีอยู่เดิมให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร รวมไปถึงการเสนอภาษีประเภทใหม่ๆ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะนำมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกรายและลดภาระงบประมาณส่วนกลางลง รวมไปถึงภาษีสิ่งแวดล้อมที่จะผลักดันตามออกมา
อีกทั้งกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการจัดระบบสวัสดิการให้ประชาชนผ่านมาตรการและนโยบายต่างๆ หลังจากที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติมีมติเมื่อต้นปีนี้ กำหนดให้ "สังคมสวัสดิการ" เป็นวาระแห่งชาติและแนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม ใน 4 ระบบ คือ 1.ระบบบริการสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนได้รับเท่าเทียมกันหรือเสียค่าใช้จ่ายราคาถูก เช่น โครงการเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยความพิการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 48 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่นอกระบบแรงงานและเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบ
2.ระบบประกันสังคม ถือเป็นการให้บริการที่ผู้รับมีส่วนร่วม เช่น การซื้อประกัน การสมทบเงินเข้ากองทุนผ่านกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนกบข. กองทุนเงินทดแทน กลุ่มนี้จะครอบคลุมประชากรที่เป็นแรงงานในระบบ 9.4 ล้านคนและข้าราชการ พนักงานของรัฐและครูเอกชนอีกจำนวน 2.72 ล้านคน และกองทุนสวัสดิการชุมชน 6.6 ล้านคน ประกันภัยเอกชนอีก 10 ล้านกรมธรรม์ 3.ระบบการช่วยเหลือทางสังคมจะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนให้การช่วยเหลือ เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นต้น และ 4.การสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคส่วนต่างๆ
"แม้ไทยจะยังไม่พร้อมจะเป็นรัฐสวัสดิการในตอนนี้ เพราะเรายังเก็บภาษีได้เพียง 20% ของจีดีพี แต่ไทยก็สามารถเดินหน้าในรูปของสังคมสวัสดิการ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและมีรายได้น้อยได้ เช่น การผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ที่อยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายและน่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว จะทำให้แรงงานนอกระบบจำนวน 26 ล้านคนมีการออมเงินไว้ใช้ยามชราเหมือนแรงงานในระบบ ซึ่งก็จะเป็นแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงได้"
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่กระทรวงการคลังระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้วก็จะรวบรวมข้อมูลมาปรับใช้กับการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อเสนอรมว.คลังต่อไป ซึ่งกลไกทางเศรษฐกิจและการคลังที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในอนาคตอาจจะต้องมีเครื่องมืออื่นๆ ตามมา หากจะให้ไทยไปสู่เป้าหมายลดสัดส่วนคนจนเหลือไม่เกิน 4% ของประชากรในปี 2554 จากปัจจุบันอยู่ที่ 8.48% หรือประมาณ 5.4 ล้านคน
ทีดีอาร์ไอแนะต้องกล้าเปลี่ยน
รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ยอมรับว่า ขณะนี้คนในสังคมส่วนใหญ่เริ่มยอมรับว่าถึงเวลาที่สังคมไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ก่อนหน้านี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องใดๆ มักมีกระแสต่อต้าน แม้แต่การปรับเพิ่มค่าจ้างแรง ภาคเอกชนก็มักจะคัดค้าน แต่ขณะนี้หลายภาคส่วนยอมรับว่ามีความจำเป็น เพราะการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตนั้นรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้โตตามไปด้วย
ทั้งนี้ จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอพบว่าสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำหลายมิติ ทั้งด้านรายได้ การศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน ทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ โดยเฉพาะด้านรายได้จะเห็นว่ามีคนเพียงกลุ่มเดียวที่เสียภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ ซึ่งการคิดว่าจะเก็บภาษีจากคนรวยไปเลี้ยงคนจนนั้น เป็นความคิดที่ผิด รัฐบาลควรจะคิดว่าทำอย่างไรให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า เพราะจากตัวเลขพบว่าประชากรกว่า 50-60% ยังทำงานนอกระบบ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงและมีรายได้ไม่แน่นอน
ขณะที่ภาคธุรกิจก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอกับที่ไม่ได้รับการส่งเสริม ทั้งที่ 90% ของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมนั้น ตั้งใจเข้ามาลงทุนในเมืองไทยอยู่แล้วก็ถือว่าได้ของแถมไป ซึ่งจากปัญหาฐานภาษีเมืองไทยที่ไม่มีความเสมอภาคทั้งภาษีเงินได้ที่แม้จะเป็นอัตราก้าวหน้าแต่ก็เป็นการก้าวหน้าที่น้อยลง เพราะคนฐานะดีมักจะได้รับการลดหย่อนมาก นโยบายต่างๆ ที่ออกมาเอื้อประโยชน์ให้คนที่ฐานะดีอยู่แล้ว ขณะที่ภาษีสรรพสามิตยังมีความไม่เป็นธรรมสูง แม้จะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันก็ยังจัดเก็บอัตราต่างกัน เช่น สุรา เบียร์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีอุปสรรคในข้อกฎหมายและการตีความต่างๆ ด้วยที่มองว่ารัฐบาลควรต้องเร่งแก้ไข
“นโยบายภาษีถึงเวลาแล้วต้องมีการปฏิรูปและเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ต้องไม่ทำแบบสุดโต่งเพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมมีคนได้และเสียประโยชน์ แต่แนวทางสำคัญประเทศต้องมั่งคั่งขึ้นและกระจายไปสู่ฐานรากมากขึ้นด้วย” นายนิพนธ์ กล่าว



