ข่าว

จลาจลทางปัญญา

จลาจลทางปัญญา

23 ส.ค. 2553

วันก่อน ผมและคุณสรรเสริญ ปัญญาธิวงศ์ ได้สนทนาธรรมกับท่าน ว.วชิรเมธี ในรายการ “การเดินทางของความคิด” คลื่น 96.5 และต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าเด็กยุคนี้มีความสับสนทางความคิดและจริยธรรม รวมทั้งความคลางแคลงสงสัยในความเชื่อที่สังคมยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมา

 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความกตัญญูกตเวที หรือแม้กระทั่งพระคุณของผู้ให้กำเนิด ซึ่งมีการมองถึงขนาดว่าการที่พ่อแม่เลี้ยงลูกมาก็ด้วยมุ่งหวังจะให้ลูกเลี้ยงดูตอบแทนในเวลาที่พ่อแม่แก่เฒ่า เข้าทำนองการหว่านพืชเพื่อหวังผล ซึ่งท่าน ว.วชิรเมธี ให้คำจำกัดความว่าเป็นการ “จลาจลทางปัญญา” อันเป็นผลพวงของสังคมวัตถุนิยม-บริโภคนิยม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

 ทำให้คนรุ่นใหม่รับข่าวสารได้รวดเร็ว แต่ขาดการกลั่นกรองหรือพิจารณานำมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมเช่นคนในสมัยก่อน

 ปัญหาเรื่องสารสนเทศนี้ กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในโลกปัจจุบัน ด้วยเหตุของการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ ที่มีวิวัฒนาการทั้งในเชิงปริมาณและการแพร่กระจายที่กว้างขวางรวดเร็ว รวมทั้งการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งหากผู้รับสารขาดวุฒิภาวะหรือไม่มีวิธีการจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม สารสนเทศที่ได้รับก็อาจสร้างมลภาวะแก่ตนเองและผู้อื่นได้ ทำนองเดียวกันกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่หลายๆ ประเทศกำลังเผชิญอยู่ แต่สิ่งที่แย่กว่าก็คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้นสร้างปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขยะสารสนเทศสร้างปัญหาทางด้านจริยธรรมและสังคม

 เราคงต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่า ของทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย มีคุณประโยชน์และมีโทษ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณานำมาใช้สอย ซึ่งสารสนเทศก็เป็นเช่นเดียวกันและโดยสภาพของสังคมไทย เราก็คงไม่สามารถที่จะปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของบุคคลได้เช่นกัน แต่ซึ่งหนึ่งซึ่งจะทำได้ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและเยาวชน ให้เขารู้จักการบริโภคสื่อและข่าวสารรู้จักการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และนำข้อมูลข่าวสารที่ผ่านกระบวนการทางความคิดแล้ว มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

 การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ควบคู่ไปกับสังคมแห่งการเรียนรู้ และสังคมแห่งความคิด สังคมแห่งการวิเคราะห์นั้น เป็นสิ่งดีโดยแท้ แต่การก้าวไปถึงจุดนั้นได้ คงต้องสร้างให้คนในสังคมมีจิตใจที่เปิดกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากตน ยอมรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ และรู้จักการประสานความคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายอย่างแน่นอน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถสร้างกระบวนการวัฒนธรรมของความคิดและปัญญาเช่นนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ เมื่อนั้นประเทศไทยของเราก็จะขจัดความขัดแย้งต่างๆ ลงได้ และนำพาประเทศก้าวหน้าไปอีกหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย

 และเมื่อใดก็ตามที่สามารถขยายพื้นที่ทางปัญญาได้ เมื่อนั้นเราก็สามารถสลายการ “จลาจลทางปัญญา” ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพา ศอฉ.เลยล่ะครับ