ข่าว

 "สายสืบผักสด"..มือปราบ..เพื่อสุขภาพ

"สายสืบผักสด"..มือปราบ..เพื่อสุขภาพ

22 ส.ค. 2553

ปฏิบัติการกวาดล้างพืชผักปนเปื้อนสารพิษให้หมดสิ้นไปจากตลาดสด...กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้านสุขภาพของคนไทย

 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จับมือกองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เอาจริงเอาจังกับแหล่งผลิตและจำหน่ายพืชผักผลไม้ที่ปนเปื้อนสารพิษและยาฆ่าแมลง ด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตร ผู้ค้า เกษตรกร ผู้ผลิต และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเป็น "สายสืบผักสดอาสา" แจ้งเบาะแสแหล่งจำหน่ายผักผลไม้ที่ปนเปื้อนสารพิษ ได้ที่สายด่วน อย. 1556 และสายด่วน ปคบ. 1135

 พล.ต.ต.จตุรงค์ ภุมรินทร์ ผบก.ปคบ. หรือมือปราบเพื่อผู้บริโภค อาสาจัดทัพสายสืบผักสดเข้ามาดูแลสุขภาพประชาชน ด้วยการมอบหมายให้ พ.ต.อ.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผกก.4 บก.ปคบ. ลงลุยตรวจตลาดสดทั่วทั้ง กทม. โดยจะรณรงค์และป้องปรามก่อน แต่หลังจากวันที่ 31 ธันวาคมเป็นต้นไป จะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบผักปนเปื้อนสารพิษจับปรับทันที

 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2548 สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ขณะนั้น) เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ข้อ 3 อาหารที่มีสารพิษตกค้างต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนด ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท ตามมาตรา 60
 
 "ปคบ.เคยทำคดีป้าเช็ง เครื่องสำอาง ยาลดความอ้วนที่ไม่ได้มาตรฐานมาหลายคดี แต่เรายังได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่รู้สึกหวาดกลัวต่อการบริโภคผักสด ผลไม้ที่อาจมีสารพิษปนเปื้อนก่อให้เกิดโรคไต โรคความดัน เป็นต้น แจ้งเข้ามาตามสายด่วน อย.และสายด่วน ปคบ. จึงร่วมกับ อย.ทำโครงการสายสืบผักสดขึ้นมา" พล.ต.ต.จตุรงค์ เผยถึงที่มาของโครงการสายสืบผักสด

 รูปแบบการทำงานของสายสืบผักสดคือ การลงพื้นที่ตลาดเป้าหมายแล้วนำสินค้าจากร้านต้องสงสัยมาสุ่มตรวจที่รถ Mobile Unit ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันและทันสมัย ถ้าตรวจพบผู้ค้ารายนั้นจะมีความผิดและถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่สามารถปรับหรือส่งฟ้องศาลได้เลย โดยช่วงแรกๆ จะพยายามอะลุ้มอล่วยกับกลุ่มผู้ค้าที่จำหน่ายสินค้าที่ตรวจพบสารปนเปื้อนก่อน

 "ผมรู้ว่าโครงการนี้เป็นเรื่องยาก แต่ผมอยากทำ เพราะเป็นงานที่ท้าทาย ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงๆ คือพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะเวลาไปซื้อผักไม่มีสารพิษตกค้าง จะได้กินอย่างสบายใจ ช่วงแรกๆ จะรณรงค์ให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าใจก่อน เพื่อให้รู้ถึงโทษภัยของการจำหน่ายสินค้าปนเปื้อนสารเคมี และยังมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท"
 
           การปราบปรามผู้จำหน่ายผักสดอาจปนเปื้อนสารเคมี ยาฆ่าแมลงปน อาจทำให้ผู้ค้านำผักปลอดสารพิษที่มีราคาสูงมาจำหน่ายแทนจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้บริโภค พล.ต.ต.จตุรงค์ มองว่า หากราคาผักสูงขึ้น แต่เชื่อว่าเพื่อสุขภาพที่ดีพี่น้องประชาชนยอมรับได้ และหากมีการรณรงค์จำหน่ายแต่ผักปลอดสารพิษ ด้วยการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชตามแนวทางพระราชดำริ เกษตรอินทรีย์โดยใช้วิธีธรรมชาติออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดเยอะๆ ราคาก็จะถูกลง ประชาชนก็มีสุขภาพดี 

 "นโยบายของเรา ไม่อยากจะจับกุม แค่อยากให้รู้ว่ามีกฎหมายบังคับใช้แล้ว อย่าทำผิดกฎหมาย" พล.ต.ต.จตุรงค์ ยืนยันอย่างหนักแน่น

 ด้าน พ.ต.อ.พฤทธิพงษ์ ย้ำถึงโครงการสายสืบผักสดว่า มุ่งหวังอยากให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัย จากการเลือกซื้อผักสดและผลไม้ โดยเจ้าหน้าที่ ปคบ.จะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ อย.ออกสุ่มตรวจตามตลาดสดต่างๆ อาทิ องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) ตลาดไท ฯลฯ หากพบว่ามีผักผลไม้ที่มีสารปนเปื้อนเกินกว่ามาตรฐาน จะสอบสวนไปถึงแหล่งผลิตในจังหวัดต่างๆ อาจจะให้สาธารณสุขจังหวัดดำเนินการแทน

 ส่วนอาสาสมัครสายสืบผักสดจะเปิดรับสมัครจากพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภค โดยสามารถสมัครมาได้ที่ ปคบ.โดยตรง ซึ่งกำลังจะเปิดอบรมให้สายสืบผักสดอาสา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจอยากช่วยโครงการนี้ อาจแจ้งมาที่สายด่วน อย. หรือสายด่วน ปคบ. เจ้าหน้าที่จะนำตัวอย่างผักมาตรวจสอบว่ามีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานหรือไม่

 งานนี้ "มือปราบผักสด" อาจถูกต่อต้านจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอยู่บ้าง ต้องอดทนเพื่อคนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า!

ผัก 3 กลุ่มเสี่ยงปนเปื้อนยาฆ่าแมลง         
        
 ดร.อุทัย เซ็นภักดี ผอ.กลุ่มประสานการตรวจรับรองมาตรฐาน สำนักงานพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานและความปลอดภัยของผักและผลไม้ที่ส่งออก ตามมาตรการ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ตรวจรับรองปัจจัยการผลิต การตรวจรับรองแหล่งผลิต การตรวจรับรองการบรรจุภัณฑ์ และตรวจสอบสินค้าการเกษตรก่อนส่งออก

 เทียบเคียงการพบสารเคมีปนเปื้อนในผักที่เตรียมจะส่งออกจาก 200 บริษัท ที่มาจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และหากพืชผักลอตนั้นๆ ไม่ได้มาตรฐานส่งออก อาจระบายสินค้ามาสู่ตลาดภายในประเทศก็ได้ และยังไม่ได้กล่าวถึงการตรวจพบสารปนเปื้อนพืชผักที่จำหน่ายภายในประเทศ พบว่า มีผัก 3 กลุ่มที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารเคมีจนมีปัญหาต่อการส่งออก ได้แก่ พืชตะกูลพริก ถั่วฝักยาว และพืชตะกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว เป็นต้น

 "พืชทั้ง 3 กลุ่มนี้แมลงชอบ เกษตรกรจำเป็นต้องใช้สารเคมีมากขึ้น แม้ว่าจะมีการตรวจรับรองจากแหล่งผลิตก่อนส่งออก ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มเกษตรกรที่มีอยู่หลายสิบล้านราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรสามารถตรวจรับรองจากแหล่งผลิตได้เพียง 2 แสนรายกว่ารายเท่านั้น"
 
  ดร.อุทัย ยังกังวลถึงสารปนเปื้อนในผักที่บริโภคในประเทศ แนะนำว่า ตลาดขายส่งในประเทศควรมีมาตรการควบคุมที่จริงจัง อาจให้เกษตรกรส่งรายชื่อสารเคมีที่ใช้กับผักชนิดนั้นๆ เพื่อใช้ในการตรวจสอบในห้องทดลองที่มาตรฐาน เพราะการใช้ชุดทดสอบ (GT-test kit) จะตรวจสารเคมีได้แค่ 2 ชนิดเท่านั้น นอกจากนี้ควรต้องระบุที่มาของแหล่งผลิตพืชผักนั้นๆ ด้วย

 "แต่วิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาผักปนเปื้อน ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนค่านิยมในการเลือกซื้อผัก เลือกที่มีหนอนเจาะ หรือเห็นหนอนไต่ๆ อยู่ยิ่งดี เพราะปลอดภัย หากตลาดยังมีความต้องการผักสวยๆ เกษตรกรก็ยังใช้ยาฆ่าแมลงเต็มที่ ยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง แต่เพื่อความมั่นใจควรเลือกซื้อผักออร์แกนิกที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงเลย หรือผัก GAP (Good Agricultural Practice) ที่ใช้ยาฆ่าแมลงในระดับที่ปลอดภัย แม้ว่าจะมีราคาสูงแต่คุ้มในระยะยาว ที่อาจต้องจ่ายค่ารักษาโรคมะเร็งที่แพงกว่านี้"  ดร.อุทัย ทิ้งท้าย