
สู้เพื่อฉลามต้องฝ่าม่านประเพณี
สตีเฟน เหลียง กับ ซิลเวีย เจียง เพิ่งจัดงานเลี้ยงมงคลสมรสที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งบนเกาะฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งสองเตรียมอาหารชั้นเลิศไว้เอาใจแขกเหรื่อ ไม่ว่าจะเป็นซุปรังนก กุ้งยักษ์ลอบสเตอร์ และหอยเป๋าฮื้อ ทว่าในบรรดาอาหารกวางตุ้ง 13 จานบนโต๊ะจีน กลับขาดเมนู
นั่นเป็นเพราะคู่บ่าวสาวได้ตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะไม่เลี้ยง "ซุปหูฉลาม"
เหลียงกล่าวว่า เคยเห็นภาพการฆ่าฉลามอย่างโหดร้ายในคลิปวิดีโอออนไลน์ การฆ่ามันเพียงแค่ต้องการครีบและทิ้งตัวเป็นๆ ลงไปในน้ำให้มันตายอย่างทรมาน ไร้มนุษยธรรมเกินไป ส่วนฝ่ายหญิงกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องมีซุปหูฉลามก็ได้ ตราบใดที่เราจัดอาหารอย่างดีให้แก่แขกเหรื่อ เรามีอาหารอื่นทดแทนซุปหูฉลามที่หรูหราและยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
ชายหญิงคู่นี้ เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวรากหญ้าที่กำลังเติบโตในฮ่องกง พวกเขากำลังรณรงค์กำจัดอาหารจานนี้ออกจากเมนูภัตตาคารทั่วเกาะที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการบริโภคฉลามของโลก
เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ที่ซุปหูฉลามถูกยกเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารจีน นอกจากเรื่องของรสชาติแล้ว ยังเชื่อว่ามีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ บำรุงผิว ให้พลังงาน ป้องกันโรคหัวใจ และลดคอเลสเตอรอล
การตระเตรียมเครื่องปรุงและส่วนประกอบสำหรับทำซุป เริ่มจากนำครีบฉลามไปแช่น้ำไว้ข้ามคืน ก่อนนำมาต้มเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อให้เนื้ออ่อนนุ่มและให้สิ่งสกปรกหลุดออก จากนั้นนำไปปรุงในน้ำซุปไก่ เคี่ยวกับหมูเค็ม เห็ด หอยเชลล์และเห็ดเป๋าฮื้อ ตัวครีบฉลามจริงๆ ไม่มีรสชาติ และเนื้อของมันลื่นและเหนียว
ซุปหูฉลามยังเป็นเมนูที่ใช้ชี้วัดฐานะอย่างหนึ่ง อาหารจานนี้ในฮ่องกง สนนราคาอยู่ระหว่างชามละ 10-150 ดอลลาร์(ประมาณ 340-5,100 บาท) ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของครีบฉลามที่นำมาใช้ปรุง
ร็อบ สจวร์ต ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวแคนาดา เจ้าของผลงานสารคดี "ชาร์ค วอเทอร์" ปี 2550 ที่ตีแผ่อุตสาหกรรมล่าฉลาม กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นชุมทางขนาดใหญ่ในเส้นทางการค้าครีบฉลามของโลก
จากการสำรวจของกองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (ดับบลิวดับบลิวเอฟ) ในฮ่องกง เมื่อปี 2548 พบว่า มีชาวฮ่องกงเกือบ 70% จากประชากรบนเกาะราว 7 ล้านคน บริโภคครีบฉลาม ขณะที่สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ประเมินว่าอดีตอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ เป็นปลายทางครีบฉลามราว 50-80% จากทั้งหมดที่มีการค้าขายกันทั่วโลก ส่วนองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติระบุว่า ฮ่องกงกลายเป็นแชมป์นำเข้าครีบฉลามเมื่อปี 2550 โดยนำเข้าถึง 10,209 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 276.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,400 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม บรรดานักเคลื่อนไหวอย่างสจวร์ต รู้สึกประทับใจกับคนฮ่องกงรุ่นใหม่อย่างสามีภรรยาเหลียง ที่กำลังเคาะระฆังเชิญชวนให้ผู้คนตีจากวัฒนธรรมการกินอาหารเหลาจานนี้
ผลการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงอย่าง เชลลีย์ คาร์ก จากวิทยาลัยอิมพีเรียลในกรุงลอนดอน พบว่าแต่ละปีมีฉลามถูกล่าและฆ่าเพื่อเอาครีบราว 73 ล้านตัว ประชากรฉลามลดลงฮวบฮาบเพราะการทำประมงอย่างไร้ขีดจำกัด เกือบหนึ่งในสามของฉลามในน่านน้ำเปิดกำลังเผชิญกับภาวะใกล้สูญพันธุ์
และนี่เป็นเหตุผลให้รัฐฮาวายของสหรัฐ ออกกฎหมายห้ามการจำหน่ายและครอบครองครีบฉลามเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนการรณรงค์ในทำนองเดียวกันนี้ก็กำลังขยายวงกว้างในฮ่องกง
นายคลีเมนต์ ลี วิศวกรคอมพิวเตอร์ ได้ตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กเมื่อเดือนมีนาคม เรียกร้องให้ชาวฮ่องกงลดเงินใส่ซองให้คู่บ่าวสาวลง 30% หากมีการเสิร์ฟซุปหูฉลามในงานเลี้ยงมงคลสมรส ปัจจุบันเฟซบุ๊กกลุ่มนี้มีสมาชิกเกือบ 2 หมื่นคนแล้ว และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายลีรณรงค์กดดันจนซิตี้แบงก์ต้องยกเลิกการให้ส่วนลดดินเนอร์ซุปหูฉลามแก่ลูกค้าบัตรเครดิต หลังจากมีการโจมตีแผนการตลาดนี้กันอย่างกว้างขวางในเฟซบุ๊ก
ส่วน กรีน เซนส์ องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในฮ่องกง รณรงค์ภายใต้คำขวัญ "ชาร์ค วี แคร์" หรือ "พวกเราใส่ใจฉลาม" ประสบความคืบหน้าในการหาแนวร่วมเป็นโรงเรียนประถมและมัธยมรวม 182 แห่ง ที่ต่างสัญญาว่าจะไม่ทำซุปหูฉลามเสิร์ฟในงานเลี้ยงและในกิจกรรมต่างๆ
ร้านอาหารท้องถิ่นรับรู้ถึงกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน และกำลังเริ่มทำเมนูปลอดจากครีบฉลาม อย่างเช่นร้านอาหารในเครือแอล เอช กรุ๊ป ที่เริ่มนำเสนอเมนูพิเศษในแต่ละสัปดาห์แทนซุปหูฉลาม และได้รับการตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว
พ่อค้าแม่ค้าครีบฉลาม ก็รู้สึกได้เช่นกันว่า ทัศนคติของผู้คนกำลังเปลี่ยนไป นายมัก ชิง เป้า ประธานสมาคมผู้ค้าของชำและอาหารทะเลแห้งฮ่องกง กล่าวว่า ธุรกิจครีบฉลามตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ให้บอกตัวเลขว่าลดลงไปเท่าใด ได้แต่ยืนยันพวกกลุ่มอนุรักษ์กำลังเขียนเรื่องร้ายๆ เกี่ยวกับหูฉลาม ทำให้ประชาชนไม่อยากจะซื้อหาครีบฉลามกันแล้ว
แต่กระนั้น นักสังเกตการณ์ภายนอกมองว่าสมรภูมินี้ไม่ง่ายสำหรับนักเคลื่อนไหวที่จะเอาชนะประเพณีที่ฝังรากลึก
อันเดรส มุลเลอร์ ประธานสมาคมเชฟฮ่องกง กล่าวว่า จริงอยู่ที่การบริโภคอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ไม่มีทางที่จะกำจัดไปอย่างสิ้นซาก ร้านอาหารจำนวนหนึ่งอาจร่วมคว่ำบาตรครีบฉลาม แต่ร้านอื่นๆ จะขายต่อไป เพราะมันคือวัฒนธรรม เหมือนกับการกินไส้กรอกในเยอรมนี
ลี นักรณรงค์ผ่านเฟซบุ๊กยอมรับว่า มีชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า การแสดงน้ำใจหรือการรักษาหน้าตาสำคัญกว่าการรักษาชีวิตฉลามเอาไว้ เจ้าภาพจำนวนมากยังเชื่อว่า การไม่เสิร์ฟซุปหูฉลามให้แขกในงานเลี้ยง ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ หรือเจ้าภาพเองที่รู้สึกเสียหน้า
สำนักงานบริหารฮ่องกง (รัฐบาล) ก็ออกจะเย็นชาในเรื่องนี้ กลุ่มกรีน เซนส์ ได้ติดต่อไปยังหน่วยงานทางการ 56 แห่งเมื่อพฤษภาคม เรียกร้องให้ร่วมกันลงชื่อถอดซุปหูฉลามออกจากเมนูงานเลี้ยงของทางการ ปรากฏว่ามีเพียง 14 แห่งที่ตอบกลับมา และมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่เห็นด้วย
นอกจากนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ากระแสตื่นตัวอนุรักษ์ฉลามในฮ่องกง จะแผ่ไปถึงจีนแผ่นดินใหญ่ที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่อง และผู้มีอันจะกินที่นั่นโหยหาลองลิ้มชิมรสอาหารราคาแพงมากขึ้นทุกที
"ตลาดครีบฉลามในจีน ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามฐานะของผู้คน แต่ฉันเชื่อว่าทัศนคติที่กำลังเปลี่ยนไปในฮ่องกง จะมีผลกระทบข้ามชายแดนไม่มากก็น้อย" ซิลวี ปึง โฆษกดับบลิวดับบลิวเอฟในฮ่องกงกล่าวทิ้งท้าย
อุไรวรรณ นอร์มา
ที่มา- สำนักข่าวเอพี



