ข่าว

 เปิดรับความเสี่ยง

เปิดรับความเสี่ยง

22 ส.ค. 2553

ช่วงนี้ไปทางไหนมีแต่คนแฮปปี้มีความสุข โดยเฉพาะบรรดาคนที่มีหุ้นในครอบครอง หลังจากดัชนีราคาหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างทะลุทะลวง จนแตะระดับ 890 จุดได้อย่างไม่ยากเย็น

 สำหรับคนที่ไม่สันทัด ขออธิบายสั้นๆ ว่า ดัชนีราคาหุ้น (ซึ่งคืออะไรก็ช่างมัน) ช่วงต้นปีอยู่ที่ 732.28 จุด จากนั้นปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ 891.23 จุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เท่ากับในช่วง 7 เดือนกว่าๆ ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น 158.95 จุด คิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 21.71%

 ประเด็นอยู่ที่ผลตอบแทนในช่วงเกือบ 8 เดือนแรก สูงถึง 20% ซึ่งหลายๆ คนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นมากมาย ถ้าในภาวะปกติก็ต้องบอกว่า ใช่ค่ะ แต่ในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ การบริหารผลตอบแทนให้ได้ 20% ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 ภาพสะท้อนชัดๆ อีกประการหนึ่ง คือ การที่บรรดากองทุนรวมที่เป็น “ทาร์เก็ต ฟันด์” หรือ “ทริกเกอร์” ซึ่งใช้ “ผลตอบแทน” เป็นเป้าหมาย ต่างก็ทะลุเป้าหมายกันพรึ่บพรั่บโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี ก็เพิ่งปิดกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ฟันด์ ทริกเกอร์ 10% ไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม

 ด้วยเหตุที่ราคาหุ้นปรับสูงขึ้น ทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาลงทุนเพียงแค่ 4 เดือนครึ่ง ด้วยผลตอบแทน 12.70%

คุณต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนและที่ปรึกษาการลงทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) บอกว่า นอกจากการเลือกหุ้นเพื่อเข้าไปลงทุนจะมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของกองทุนแล้ว บลจ.ไอเอ็นจี ยังเพิ่มเทคนิคการบริหารการลงทุนแบบแอ็กทีฟ ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะทำการวิเคราะห์และคาดการณ์ภาวะตลาดในอนาคต รวมถึงการจับจังหวะการลงทุนที่ถูกต้องเหมาะสม

จริงๆ ที่ผ่านมา เราเห็นตัวอย่างของการใช้ “ผลตอบแทน” เป็นตัวตั้ง ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ต้องยอมรับว่าไม่ประสบความสำเร็จ และหากขยายความจากสิ่งที่คุณต่อพูดถึงความสำเร็จของกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% ก็เชื่อว่าหลายๆ คนจะเห็นเหมือนกันว่า ในการแสวงหาผลตอบแทนเป้าหมายนั้น จะต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจและการจับจังหวะการลงทุน

เคยมีคนถามดิฉันเหมือนกันว่า ในขณะที่ “ความเสี่ยง” เป็นเรื่องของความระมัดระวัง “ผลตอบแทน” เป็นเรื่องของความโลภใช่หรือไม่ แต่ในฐานะคนที่ทำข่าวการเงินการลงทุนมาตลอด ดิฉันตอบได้ตามความรู้สึกของตัวเองแค่ว่า การกำหนดให้ “ผลตอบแทน” เป็นตัวตั้งนั้น เป็นการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น น่าจะฟังดูดีกว่าลงทุนเพราะ “โลภ”

มีข้อมูลใหม่ที่อยากแชร์ให้เห็นถึงการยอมรับ “ความเสี่ยง” ที่มากขึ้น ซึ่งต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ดิฉันเขียนบทสัมภาษณ์คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งทาง กบข.ได้นำเสนอแคมเปญ “My Choice…My Chance” กับ 4 ทางเลือกของแผนการลงทุนที่ลงตัวกับทุกจังหวะชีวิต โดยให้สมาชิกเลือกรูปแบบการลงทุนเอง จากทั้งหมด 4 แบบ นั่นคือ แผนผสมหุ้นทวี ที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น แผนหลัก ที่ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน และอสังหาริมทรัพย์ แผนตราสารหนี้ ที่จะลงทุนในตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และแผนตลาดเงิน ที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น ไม่เน้นเรื่องของดอกผล

 ปรากฏว่า หลังจากที่นำเสนอ 4 ทางเลือกไปแล้ว บรรดาข้าราชการที่เราเคยมองว่าเป็นนักอนุรักษนิยม หรือระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงสูง กลับขอเปลี่ยนแผนการลงทุน โดยเลือก “แผนผสมหุ้นทวี” มากที่สุด ทั้งๆ ที่เป็นแผนการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุดในจำนวน 4 แผน

 ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2553 ระบุว่า จากจำนวนสมาชิกที่ขอเปลี่ยนแผนการลงทุนใน 100% มีผู้ขอเปลี่ยนการลงทุนเป็นแผนผสมหุ้นทวี สูงสุดถึง 97.3% เปลี่ยนเป็นแผนตราสารหนี้ 2.0% และขอใช้แผนหลัก 0.7% โดยไม่มีใครเลือกแผนตลาดเงิน ที่ผลตอบแทนต่ำ แต่คุ้มครองเงินต้น

 ในขณะที่ผู้ขอเปลี่ยนแผนการลงทุนเป็นแผนผสมหุ้นทวีนั้น เมื่อแยกย่อยลงไป จะพบว่า เป็นข้าราชการที่มีช่วงอายุระหว่าง 31-40 ปี คิดเป็น 41.8% รองลงมาอยู่ในอายุ 21-30 ปี มีสัดส่วน 26.7% และอายุระหว่าง 41-50 ปี มีสัดส่วน 21.2% ก็เรียกว่า ถ้าพิจารณาจากอายุแล้วมีความสมเหตุสมผล กับคนในวัย 31-40 ปีที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นและรับความเสี่ยงได้มากขึ้น

 คราวนี้ ลองดูกันค่ะว่าข้าราชการวิชาชีพไหน จะรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ในจำนวนที่เปลี่ยนแผน ปรากฏว่าหนักไปที่ข้าราชการพลเรือน 52% รองลงมาเป็นข้าราชการครู 19% และข้าราชการทหาร 13%

 ดิฉันยังเชื่อหลักของความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ตัวเองสามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สร้างผลตอบแทนและประโยชน์สูงสุดให้แก่เรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน หรือเรื่องการใช้ชีวิต

 ปล่อยให้โลกเปลี่ยน แล้วเราไม่เปลี่ยน มันจะมีประโยชน์อะไร

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]