ข่าว

กกต.ยัน'พตส.'เป็นกลางไม่มีสี รับแก้ซื้อเสียงยาก

กกต.ยัน'พตส.'เป็นกลางไม่มีสี รับแก้ซื้อเสียงยาก

21 ส.ค. 2553

ปธ.กกต.ยันกลางวงสัมมนา พตส. เป็นกลาง ไม่มีสี รับแก้ซื้อเสียงยาก แก้โดยปลูกฝังคนรุ่นใหม่เลือกคนดีปกครองบ้านเมือง ปูดอีสานซื้อเสียงสูงหัวละ 4 พันบาท ยอมรับ จนท.ยังช่วยเหลือนักการเมือง วอน นักศึกษา พตส.รุ่น 2 ช่วยแก้ไข

(21ส.ค.) ที่โรงแรมอาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ท คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งได้จัดการปฐมนิเทศผู้เข้าศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 2 โดยผู้เข้ารับการอบรมมีทั้งนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย นายถาวร จำปาเงิน รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ ส.ว.สรรหา นายมงคล สุระสัจจะ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายมานิต นพอมรบดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายเกษม เทียนทอง ประธานสาขาพรรคประชาราช นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เป็นต้น

 นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ได้กล่าวเปิดสัมมนาตอนหนึ่งว่า ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมก็มาจากหลากหลายอาชีพ แต่ละคนก็มีความคิดที่ต่างกัน บางคนอาจมีสี ไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง แต่อย่าเอาเรื่องสีมาพูดกัน เชื่อว่าทุกที่มาก็มาด้วยความตั้งใจ เมื่อเรามาอยู่ร่วมกันก็ต้องหาจุดร่วมเพื่อบ้านเมือง อย่าไปคิดเรื่องสี ซึ่งเรื่องสีทำให้ตนเครียดมาก ตนไม่ได้อยู่สีไหนแต่อยู่สีขาว ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า ตนอยู่ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ตนเป็นผู้พิพากษามายืนยันว่า เมื่อเป็น กกต.ก็เที่ยงตรงเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด รวมถึงกกต.อีก 4 คนด้วย จึงขอให้ผู้ร่วมสัมมนาทุกคนตัดเรื่องสีออกไ ป พตส.รุ่นแรกก็มาจากหลากหลายพรรคมีแนวทางที่ต่างกัน แต่ก็หลอมรวมกันประสานความคิดกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบ้านเมือง

 นายอภิชาต กล่าวว่า ปัญหาการซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะนักการเมืองที่เปรียบเสมือนไม้แก่ ดัดยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน การซื้อเสียงรุนแรงและมีค่าตัวแพงมาก “ตอนเช้าก่อนเลือกตั้ง ค่าตัวราคาไม่กี่ร้อยบาท แต่พอตอนเย็น ใกล้ปิดลงคะแนนเลือกตั้ง ค่าตัวเพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงหัวละ 3-4 พันบาท ตกครอบครัวละ 2 หมื่นบาท“ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ดี แต่ก็ต้องปล่อยไปเพราะคนเหล่านี้ไม่นานก็หมดไปจากสังคม แต่ทำอย่างไรเราจะปลูกฝังค่านิยมคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ต้องทำคือการให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ใช่ล้างสมอง ให้คนรุ่นใหม่ได้ตัดสินใจด้วยตนเอง เลือกคนดีมาปกครองบ้านเมือง เหมือนน้ำในโอ่งที่มันเน่าสกปรก เราก็ต้องใส่น้ำดีลงไปในไม่ช้าโอ่งน้ำนั้นก็จะไล่น้ำเสียออกจนเป็นน้ำดีได้ ทั้งนี้ตนเข้าใจว่าคนซื้อเสียงไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป แต่บางทีก็มีความจำเป็น นอกจากนี้ ยอมรับว่ายังมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือนักการเมือง เช่น การนับคะแนนผู้มีสิทธิ์กาหมายเลข 1 แต่เจ้าหน้าที่อ่านหมายเลข 2 ไม่น่าเชื่อยังมีอยู่ ดังนั้น จะทำอย่างไรเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน