
จำลองฉากฮ.มรณะคร่า5ศพใบพัดตวัดกิ่งไม้...ปีกหักชนเขา!
แม้ชีวิตของข้าราชการระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รวมทั้งนักบิน และช่างเครื่อง รวม 5 ศพ จะลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว
แต่สาเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) ตกกลางหุบเขาที่ จ.น่าน ยังต้องไขปริศนากันต่อ เพราะอย่างน้อยการเสียสละของทั้ง 5 ศพจะได้ไม่สูญเปล่า และจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อชีวิตข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือกระทั่งข้าราชการหน่วยอื่นๆ ในอนาคต
น่าสนใจว่า หลังการเสียชีวิตของนักบิน พี่ชายของ พ.ต.เจนวิทย์ อรุณสวัสดิ์ นักบิน ฮ.ลำที่ประสบอุบัติเหตุได้ตั้งข้อสังเกตอย่างแหลมคมว่า เหตุใดการบินในระยะทางไกลๆ ทั้งยังมีสภาพอากาศที่เลวร้าย จึงใช้นักบินแค่คนเดียว ผิดจากกฎการบินที่ต้องใช้นักบิน 2 คน
ประเด็นสาเหตุของโศกนาฏกรรมจึงงอกเงยขึ้นมา นอกจากเรื่องสภาพอากาศ และการเลือกใช้พาหนะไม่เหมาะสมกับภารกิจ !?
ผู้เชี่ยวชาญการบินในกองทัพ มองประเด็นการเลือกใช้นักบินคนเดียวสอดคล้องกับข้อสังเกตของพี่ชายนักบิน เพราะตามกฎการบิน หากเป็นการบินด้วยระบบ VFR ที่ทำการบินด้วยระยะสายตา ไม่มีเครื่องวัดช่วย จะต้องมีนักบินผู้ช่วยอีก 1 คน
"ยิ่งในสภาพอากาศที่เลวร้ายแบบนี้ ถ้าไม่มีระบบ IFR ควรจะต้องมีนักบินอีกคนนั่งคู่ไปด้วย เพราะคนหนึ่งต้องดูเกจ์วัดในจอแสดงผล ส่วนอีกคนก็ให้คอนโทรลเครื่องไป แต่นี่กลับใช้นักบินกับช่างเครื่องเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการละเลยกฎการบิน"
เขาชี้ว่า นอกจากการใช้นักบินเพียง 1 คน จะแสดงให้เห็นถึงการละเลยกฎการบินแล้ว การเลือกใช้ ฮ.แบบ "เครื่องยนต์เดียว" ทำการบินในระยะทางไกลๆ แถมยังต้องบินผ่านชุมชนหนาแน่นไปตลอดทางก็ถือเป็นการละเลยกฎการบินอย่างมากด้วย
"ปกติในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ และฝรั่งเศส ถ้าเครื่องไม่มีระบบ IFR หรือมีเครื่องยนต์เดียว เขาจะห้ามบินผ่านชุมชน ต้องบินผ่านป่าทึบ หรือทางหลวงเท่านั้น เพราะถ้าเกิดเครื่องยนต์ดับขึ้นมาแล้วร่วงใส่ชาวบ้าน ใครจะรับผิดชอบ"
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมกล่าวพลางถอนหายใจว่า ในเมืองไทย โดยเฉพาะตามส่วนราชการต่างๆ มักละเลยกฎการบินกันบ่อยครั้งมาก ซึ่งบางครั้งก็เป็นการทำให้ประชาชน และตัวข้าราชการเองต้องมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
"อย่าว่าแต่ ฮ.ราชการเลย บางทีอย่าง ฮ.แบล็กฮอว์กที่นายกฯ นั่ง ผมยังหวาดเสียวเลย เพราะบางครั้งเห็นขึ้นบินกลางคืน แถมยังมีฝนตกหนักเสียด้วย ผมไม่รู้ว่าเขากล้าบินได้ยังไง หรือใครสั่งให้บิน เพราะ ฮ.รุ่นนี้ก็ไม่มีเรดาร์ตรวจอากาศเหมือนกัน"
ส่วนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ชี้แจงว่า ในจำนวน ฮ.ที่บินได้ 5 ลำ มีเครื่องชี้บอกตำแหน่งที่เครื่องเกิดอุบัติเหตุ (อีแอลที) แค่ 2 เครื่อง และต้องเวียนกันใช้กับอีก 3 เครื่องที่เหลือนั้น เขาบอกว่า นี่คือตัวอย่างของการ "ขี้เหนียว" เกินเหตุ ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญ
นอกจากนี้ การแกะเครื่องตัวนี้บ่อยๆ ยังอาจทำให้เครื่องพังได้ง่ายๆ และในการติดตั้งก็จะต้องมีการเดินสายไฟภายในตัวเครื่องเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้อีแอลทีด้วย การรื้อเข้ารื้อออกบ่อยๆ อาจทำให้ตัวเครื่องหรือระบบไฟเสียหาย ทางที่ดีควรติดให้ครบทุกเครื่องไปเลย
ขณะที่แนวคิดในการจัดซื้อของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่เบื้องต้นจะจัดซื้อทั้ง ฮ.เครื่องยนต์เดียว และสองเครื่องยนต์นั้น เขาชี้ว่า จะเครื่องยนต์เดียวหรือสองเครื่องยนต์ ก็ซื้อได้ทั้งนั้น แต่ที่สำคัญ คือ ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับภารกิจ และมีความโปร่งใสในการจัดซื้อ
"ฮ.เครื่องยนต์เดียวเหมาะกับใช้ในภารกิจตรวจป่าเขา ในระยะทางสั้นๆ ไม่เหมาะกับการเดินทางไกล หรือบินผ่านชุมชน ส่วน ฮ.สองเครื่องยนต์เหมาะสมกับวีไอพี เหมาะกับการเดินทางไกล และมีความปลอดภัยสูงกว่าในกรณีที่เครื่องยนต์ขัดข้อง"
อย่างไรก็ตาม ในความคิดของเขากลับมองว่า ในการเดินทางไกลๆ ควรให้วีไอพีนั่งเครื่องบินมาลงสนามบิน และเดินทางต่อด้วย ฮ.มากกว่า ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงกว่า ไม่ต้องมาเสียบุคลากรที่ทรงคุณค่าต่อประเทศชาติถึง 5 ศพพร้อมๆ กันเช่นนี้
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการสอบสวนเหตุ ฮ.ตก ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมเปิดเผยว่า เบื้องต้นสาเหตุสำคัญ คือ การไม่มี "เรดาร์ตรวจอากาศ" ระหว่างทำการบิน
เขายังจำลองฉากการตกของ ฮ.ลำนี้ด้วยว่า จากคำบอกเล่าของนักบินของ ฮ.ลำที่รอดชีวิต และขับตามหลัง ฮ.ที่เกิดอุบัติเหตุมาตลอด เห็นนักบินบินเข้าไปในสภาพอากาศปิดในกลุ่มเมฆฝน
วินาทีนั้นนักบินที่เผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายฉับพลันได้ตัดสินใจบินต่อ โดยพยายามไต่เพดานบินให้สูงขึ้นเพื่อให้พ้นยอดเขา แต่น่าเสียดายที่ไต่ขึ้นไม่ทัน เพราะชนห่างจากยอดเขาแค่ 100 ฟุตเท่านั้น...ถ้าไต่เร็วขึ้นอีกนิดก็คงพ้นยอดเขา
จากจุดที่เกิดเหตุและสภาพความเสียหายของ ฮ. จังหวะการตกน่าจะเริ่มจากใบพัด ฮ.ไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ทำให้เสียการทรงตัว ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่อีก 3 ต้น ทำให้ใบพัดหักสะบั้น ก่อนที่เครื่องจะพลิกซ้ายกระแทกเขาแล้วครูดลงมา
ข้อมูลสำคัญอีกประการ คือ ยอดภูพยัคฆ์ที่เป็นจุดเกิดเหตุสูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,500 เมตร ซึ่งก่อนเกิดอุบัติเหตุไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์เป็นระยะทาง 60-80 ไมล์
สันนิษฐานได้ว่า ช่วงที่การติดต่อขาดหายไป นักบินได้ดึงคันเร่งมาด้านหลัง เพื่อเชิดหัวเครื่องให้พ้นจากจุดที่จะพุ่งชน...แต่ก็สายไปเสียแล้ว
การเสียการทรงตัวของตัวเครื่องเพียงครึ่งนาทีทำให้เก้าอี้นักบินฉีกตัวออกมาอย่างอัตโนมัติเพื่อช่วยเซฟชีวิตนักบิน จึงทำให้เห็นว่านักบินออกมาอยู่นอกเครื่อง และจากสภาพความเสียหายของเครื่องแสดงว่า ตัวเครื่องเริ่มพลิกมาจากทางซ้ายก่อน
นั่นคือฉากจำลองการตกเบื้องต้น ซึ่งประเมินคร่าวๆ จากจุดเกิดเหตุ สภาพความเสียหายของตัวเครื่อง และลักษณะการพลิก ส่วนสาเหตุของความสูญเสียที่แท้จริงต้องรอให้คณะกรรมการตรวจสอบลงพื้นที่ และค้นข้อมูลการบินเพื่อหาชนวนเหตุของโศกนาฏกรรมต่อไป
ทีมข่าวความมั่นคง



