ข่าว

สุวิทย์ลุยเช็กฮ.สบช่องเล็งชงครม.ซื้อฝูงใหม่

สุวิทย์ลุยเช็กฮ.สบช่องเล็งชงครม.ซื้อฝูงใหม่

20 ส.ค. 2553

"สุวิทย์" ลุยเช็กโรงซ่อมเฮลิคอปเตอร์ ทส. พบบินปฏิบัติงานได้ 5 ลำ หมดสภาพ 8 ลำ สบช่องเล็งชง ครม.ซื้อฝูงใหม่สัปดาห์หน้า ผอ.สำนักการบินฯ เผยซ่อมแพงหูฉี่ลำ 30 ล้าน เล็งโละขายต่อเอกชนลำละ 1-2 ล้าน

ผลพวงจากโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ของคณะนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พุ่งชนยอดเขาในพื้นที่บ้านน้ำแขว่ง ต.เมืองลี อ.นาหมื่น จ.น่าน ส่งผลให้บุคลากรสำคัญของประเทศเสียชีวิตทันที 5 คน ต่อมานายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ มีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้งานชั่วคราวเฮลิคอปเตอร์ รุ่นอีโคลอย หรือ AS350 เนื่องจากเป็นเครื่องบินรุ่นเก่าและไม่มีระบบเรดาร์ตรวจอากาศระหว่างขึ้นบิน รวมทั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้

 ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายสุวิทย์ พร้อมด้วยนายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พ.ต.ท.อนันต์ สล้างสกุล ผู้เชี่ยวชาญการบิน และ น.ท.มโน แพงบุตรดา ผู้เชี่ยวชาญการบิน ไปตรวจสอบเฮลิคอปเตอร์ที่โรงจอดซ่อมสนามบินกองบินปีกหมุน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุวิทย์ขึ้นตรวจสอบเครื่องอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของปัญหาเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำ เครื่องยนต์อายุใช้งานประมาณ 18-24 ปี บางรุ่นไม่สามารถใช้ได้

 นายสุวิทย์ กล่าวว่า กระทรวงรับโอนเฮลิคอปเตอร์ขนาด 1 เครื่องยนต์ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 14 ลำ แต่สามารถใช้งานได้เพียง 5 ลำ เนื่องจากตกที่กลางป่า จ.น่าน 1 ลำ ส่วนอีก 8 ลำ อยู่ในสภาพที่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างรออะไหล่ซ่อม 3 ลำ และอีก 5 ลำ รอจำหน่าย ไม่สามารถซ่อมได้ เพราะเครื่องเสียการทรงตัวไม่สามารถนำขึ้นบินได้

 เฮลิคอปเตอร์ที่สามารถใช้งาน 5 ลำ ก็ต้องเลือกใช้งานตามสภาพพื้นที่และภารกิจ น่าสนใจว่าในจำนวน 5 ลำ สามารถออกทำภารกิจได้เพียง 2 ลำเท่านั้น เพราะมีเครื่อง ELT (เครื่องชี้บอกตำแหน่งที่เครื่องเกิดอุบัติเหตุ) ส่วนที่เหลือไม่มี หากนำออกปฏิบัติภารกิจจะต้องถอดจากอีก 2 ลำ มาติดตั้ง โดยอุปกรณ์ชนิดนี้จะทำให้ทราบผลหากตัวเครื่องลงฉุกเฉิน หรือกระแทกอย่างรุนแรง ส่งสัญญาณแสดงพิกัดจุดตกได้ แต่เฮลิคอปเตอร์ลำที่เกิดอุบัติเหตุที่ จ.น่าน ไม่ได้ติดตั้งระบบดังกล่าว การค้นหาจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวอีกว่า สั่งการให้นำเฮลิคอปเตอร์ในศูนย์การบิน 8 แห่งทั่วประเทศ เข้าตรวจภาพโดยด่วน เพื่อความมั่นใจในประสิทธิภาพการออกปฏิบัติการ หากไม่สามารถใช้งานได้จะจำแนกออกเป็นประเภทงดบิน แล้วนำไปใช้งานประเภทอื่นอย่างนำไปจัดแสดงให้เด็กและเยาวชนลองนั่งในเทศกาลต่างๆ

 "ผมมอบหมายให้สำนักการบินเตรียมข้อมูลรายละเอียดในการของบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับเฮลิคอปเตอร์บางลำ และการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่มีสมรรถนะดีกว่ารุ่นเดิมมาเสริม คาดว่าจะนำเข้าหารือที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า" นายสุวิทย์ กล่าว

 ส่วนเฮลิคอปเตอร์ที่ชำรุดจนไม่สามารถซ่อมแซมได้นั้น นายประกิต กล่าวว่า อยู่ระหว่างการประเมินว่าจะขายเป็นชิ้นส่วนเครื่องยนต์ในส่วนที่ยังพอขายได้ หรือขายทั้งลำให้แก่บริษัทเอกชนส่วนใหญ่อยู่ในแถบอเมริกาและยุโรปนำไปซ่อมจำหน่ายเป็นเครื่องมือสอง เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีการตีราคาค่าซ่อมแซมประมาณ 30 ล้านบาทต่อลำ ถือว่าไม่คุ้ม แต่ถ้าขายทั้งลำในการเจราจาเบื้องต้นว่าอาจได้แค่ลำละ 1-2 ล้านบาทเท่านั้น

 นายประกิต กล่าวอีกว่า ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ เตรียมหาข้อสรุปเกี่ยวกับแผนการจัดซื้ออุปกรณ์หลัก และอุปกรณ์ประกอบการบินเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น อุปกรณ์เครื่องตรวจสภาพอากาศในระหว่างทำการบิน (เรดาร์ตรวจอากาศ) เครื่องชี้บอกตำแหน่งที่เครื่องเกิดอุบัติเหตุ (ELT) เครื่องเตือนสิ่งกีดขวางด้านอุปกรณ์สื่อสาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการเสนอขอซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบเครื่องยนต์เดียว และแบบ 2 เครื่องยนต์เพิ่มเติม อย่างน้อย 4 ลำ ภายในปี 2554-2555 เพื่อใช้ในภารกิจตรวจทรัพยากรป่าไม้และทางทะเล โดยจะเสนอเรื่องให้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ นำเข้าที่ประชุม ครม.ต่อไป

 ทั้งนี้เฮลิคอปเตอร์ที่ไม่สามารถหาอุปกรณ์มาซ่อมแซม กระทั่งสำนักการบินฯ เตรียมจำหน่ายมี 5 ลำ คือ 1.รุ่น AS 350 BA / 1811/ทส 1101 อายุอากาศยาน 24 ปี ขาดอุปกรณ์ 11 รายการ 2.รุ่น AS 350BA /1812/ทส 1102 อายุอากาศยาน 22 ปี ขาดอุปกรณ์สื่อสาร 11 รายการ 3.รุ่น AS350BA /18201/ทส 1113 อายุอากาศยาน 18 ปี ไม่มีอุปกรณ์สื่อสาร 11 รายการ เคยลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 4.รุ่น AS 350BA /18202/ทส1103 อายุอากาศยาน 18 ปี อุปกรณ์ชำรุด ตกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 และ 5.รุ่น AS 350B /18207/ทส 1108 อายุอากาศยาน 18 ปี เคยลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553

 บรรยากาศที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ บริเวณชั้น 17 ซึ่งเป็นห้องทำงานของนายศักดิ์สิทธิ์ เจ้าหน้าที่ได้นำแถบเทปกาวสีเหลืองปิดตายประตูเข้าออกห้องทำงานปลัดกระทรวง เพื่อป้องกันเอกสารหรือทรัพย์สินมีค่าสูญหาย ขณะดียวกันเจ้าหน้าที่เริ่มทยอยเก็บทรัพย์สินส่วนตัวของนายศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูปสำคัญ เอกสาร และหนังสือ เพื่อนำไปคืนให้ครอบครัว ส่วนที่บริเวณห้องโถงชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นจุดลงนามไว้อาลัยนายศักดิ์สิทธิ์ บรรดาผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ทยอยมาเขียนคำไว้อาลัยอย่างไม่ขาดสาย