
"ถวิล"เผยไร้ความคืบหน้ายกเลิกพรก.ฉุกเฉินเพิ่ม
"ถวิล"เผยไร้ความคืบหน้ายกเลิกพรก.ฉุกเฉินเพิ่ม ยันสมช.ทำงานตามหน้าที่ ชี้งบฉุกเฉิน 50 ล. ในช่วงภัยพิบัติไม่เพียงพอ
(20ส.ค.) ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณายกเลิกประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีอะไรที่คืบหน้า ส่วนการดูแลพื้นที่ที่ยกเลิกการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินนั้น ทางเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ตลอด จะบอกไม่มีอะไรคงไม่ได้ แต่ยืนยันตอนนี้ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ยังอยู่ในวิสัยที่ดูแลได้อยู่
ส่วนกรณีการอภิปรายงบประมาณของ ส.ส.ในสภาที่ห่วงการทำงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่มองว่าทำงานไม่ตรงหน้าที่นั้น นายถวิล กล่าวยืนยันว่า ตนเองได้ทำยิ่งกว่าหน้าที่ เพราะตามพ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตนทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการบริหารแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย ทำตรงทั้งหน้าที่และตรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนหน้าที่ในส่วนของ สมช.รับผิดชอบนโยบายเตรียมความพร้อมในระดับต่างๆ
เลขาสมช.ชี้งบฉุกเฉิน50ล้านช่วงภัยพิบัติไม่เพียงพอ
นายถวิล กล่าวถึงการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤติการณ์ระดับชาติ ว่า นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมในฐานะประธานและผู้ร่วมเข้าฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ เพื่อเผชิญกับสาธารณภัยที่มีความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาเกิดครั้งใดจะมีผลกระทบที่รุนแรงและกว้างขวาง โดยจะเห็นได้จากในต่างประเทศ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีด้วย ทั้งนี้ภัยจากธรรมชาติจะเห็นชัดเจน แต่ภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นและจะกระทบรุนแรง
ดังนั้นการเตรียมรับกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนดังกล่าว ไม่มีทางใดจะดีไปกว่าการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านทรัพยากร บุคคล และต้องมีการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้แต่ละกระทรวงไปเตรียมความพร้อมของแผน ซึ่งมีทั้งหมด 17 แผน ขณะเดียวกันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยก็มีแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยการซ้อมครั้งนี้มีการสมมติสถานการณ์ภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีพายุใต้ฝุ่นเข้าที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ซึ่งเกินขีดความสามารถด้านจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ที่จะแก้ไขปัญหา จึงได้ร้องขอมาถึงระดับนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 31 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติประกาศให้เป็นสถานการณ์สถาธารณภัยที่มีความร้ายแรงอย่างยิ่งพร้อมตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าพร้อมมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ ทั้งหมดเป็นการฝึกซ้อมที่นายกรัฐมนตรีมาปฏิบัติการจริง ซึ่งแต่ละหน่วยมีความพร้อมและตื่นตัวรองรับสถานการณ์ภับพิบัติต่างๆที่จะกิดขึ้น
“สำหรับปัญหาอุปสรรคนั้น ยังมีหลายเรื่อง เช่น ทางจังหวัดบอกว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงที่เป็นภัยพิบัติ ในส่วนของงบประมาณฉุกเฉินที่ใช้ได้ 50 ล้านบาทนั้นไม่พอ จึงมีการร้องขอให้ทางกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณประสานงานร่วมและอนุติงบที่จะสามารถใช้ได้มากกว่านี้ รวมทั้งระเบียบการใช้จ่ายเงินในระเบียบของราชการที่ไม่เกื้อกูลในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงขอให้มีการยกเว้นบางเรื่องหรือออกระเบียบ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากกว่าปัจจุบัน
นายกฯแจงซ้อมกู้ภัยเพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดภัยพิบัติจริง
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล( www.thaigov.go.th ) รายงานว่าหลังจากที่นายถวิลกล่าวรายงาน จากนั้น นายอนุสิษฐ คุณากร รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ชี้แจงลำดับขั้นตอนการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ต่อจากนั้น นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวรายงานสถานการณ์สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่งเพื่อนำเข้าสู่การฝึกซ้อม ซึ่งมีการจำลองสถานการณ์การเกิดพายุไต้ฝุ่น ที่ส่งผลให้พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
จากนั้นนายกรัฐมนตรีพิจารณาการประกาศสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง และสอบถามผู้บริหารหน่วยงานถึงความพร้อมของหน่วยงาน ณ ที่ตั้งปกติของหน่วย จาก นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พลตำรวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายวรเดช หาญประเสริฐ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคม และ พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร รองเสนาธิการทหาร
ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีประกาศ "สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง" โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการ 1. ให้กระทรวงมหาดไทยจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจส่วนหน้า (ศปก.สน.) ณ ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี เพื่อระดมสรรพกำลังและทรัพยากรควบคุมการสั่งการการปฏิบัติงานเข้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด 2. แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แล้วนายกรัฐมนตรีรับชมการถ่ายทอดการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ จากนั้น นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า รายงานสรุปสถานการณ์และการปฏิบัติงานที่สำคัญต่อนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และผู้ว่าราชการจังหวัดตราด รายงานผลการปฏิบัติต่อนายกรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรีสนทนากับหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายหลังจบการฝึกซ้อม ผ่านระบบการประชุมทางไกล
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายต่าง ๆ ที่ได้มาร่วมกันฝึกซ้อมในครั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในยามปกติให้พร้อมเผชิญการแก้ปัญหาสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จะเห็นว่านับวันภัยพิบัติหรือสาธารณภัยต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น หรือมีความรุนแรงที่สูงขึ้น ทั้งจากประสบการณ์ของประเทศเราเองในเรื่องสึนามิ หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ในต่างประเทศอย่างปากีสถาน จีน รัสเซีย ที่น่าจะทำให้เราต้องตระหนักถึงความรุนแรงของสาธารณภัยและภัยธรรมชาติที่เป็นวิกฤตระดับชาติ หรือบางครั้งอาจจะเป็นระดับภูมิภาค ซึ่งการจะเผชิญกับสาธารณภัยเหล่านี้ต้องมีระบบการบริหารวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ มีขั้นตอน มีการเตรียมความพร้อม มีการฝึกซ้อมเพื่อทดสอบระบบความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ โดยสาธารณภัยเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นภัยความมั่นคงในรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเรา การฝึกซ้อมครั้งนี้จึงได้สมมติให้มีสถานการณ์ที่มีระดับความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวงของคนในชาติ และต้องมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสิ่งที่อยากให้ทุกฝ่ายได้ให้ความสำคัญว่ามี 5 ประการคือ 1. เรื่องทัศนคติที่จะต้องสร้างความตื่นตัวกระตุ้นเตือนประชาชนและทุกหน่วยงานว่าภัยที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว จึงควรให้ความสำคัญกับการวางแผนเตรียมการการฝึกซ้อมตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น 2. ผู้นำการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความรู้ความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันและเงื่อนเวลาซึ่งมักจะมีอยู่อย่างจำกัด แก้ไขปัญหาทันต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสถานการณ์ และต้องมีแผนสำรองไว้รองรับ 3. ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการรองรับนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ เพื่อที่จะนำไปสู่การกอบกู้สถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติที่จะครอบคลุมทั้งงานด้านสาธารณภัยและความมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนระบบการเตรียมพร้อมของชาติให้เป็นรูปธรรม รองรับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงกลาโหม จะต้องร่วมประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
4. ต้องมีการเตรียมความพร้อมของชาติตั้งแต่ในยามปกติ ทั้งในเรื่องทรัพยากร เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ ชุดเผชิญสถานการณ์ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ และต้องมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละระดับของความรุนแรง ตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย การกอบกู้ฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดภัย โดยเฉพาะในกรอบของแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการ 17 ด้าน ซึ่งวันนี้กระทรวงมหาดไทยจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผน คู่มือบริหารจัดการภัยพิบัติในแต่ละประเภท และแต่ละระดับความรุนแรงที่ชัดเจน ให้มีการฝึกซ้อมการบริหารจัดการสาธารณภัยร้ายแรงเป็นประจำ รายปี รวมทั้งเสนอให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบแผนปฏิบัติการทั้ง 17 ด้าน ได้พัฒนาและนำแผนปฏิบัติการมาทดสอบโดยการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอด้วย 5. การพัฒนาระบบงานเตรียมความพร้อมของชาติ จะต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ทรัพยากร กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ทั้งในเรื่องงบประมาณที่เป็นระบบ มีความคุ้มค่า สามารถนำมาใช้ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงบประมาณจะต้องเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีกลไกของกระทรวงกลาโหมเข้าช่วยให้เกิดความสำเร็จในด้านนี้
นายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่กระทรวงไอซีทีก็ควรจะมีแผนบริหารจัดการเรื่องของการสื่อสารในยามวิกฤตที่ชัดเจน และมีการจัดเตรียมเครื่องมือสื่อสารให้แก่ผู้บริหารประเทศ หัวหน้าหน่วยงานที่เหมาะสม สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา จัดให้มีระบบเลขหมายฉุกเฉินเลขหมายเดียวทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อการรับแจ้งเหตุจากประชาชนไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสาธารณภัยในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะทุกหน่วยงานมีความใกล้ชิดกับประชาชน สามารถที่จะทำงานในเชิงรุกและเชิงป้องกันได้มาก ทั้งนี้ หวังว่าผู้เข้าร่วมการฝึกซ้อมทุกคนจะได้นำประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับจากการฝึกซ้อมครั้งนี้ ไปพัฒนาแผนแนวทางการฝึกซ้อมทั้งภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานให้เป็นประโยชน์ต่อไป



