
เปิดรายงานนาทีวิกฤติก่อน ฮ.ชนภูเขา
ช่วงเวลา 07.30 น. เช้าวันที่ 17 สิงหาคม เฮลิคอปเตอร์รุ่นอีโคลอย หรือ เอเอส350 1103 มีขนาด 6 ที่นั่ง ของสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขึ้นบินจากฐานบินที่ 3 จ.พิษณุโลก จำนวน 2 ลำ ภารกิจเพื่อเดินทางไปตรวจเยี่ยมโครง
เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 2 ลำ บินตามกันมา ลำแรกมี พ.ต.เจนวิทย์ อรุณสวัสดิ์ เป็นนักบิน และ ส.อ.วิฑูล เธียรเงิน ช่างประจำเครื่อง นำนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง นายโกวิท ปัญญาตรง ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ลำแรกบินหลุดหายเข้าไปในสภาพอากาศปิด ทำให้ลำที่ 2 ชะลอเลี้ยวไปอีกด้าน จากนั้นก็บินวนดูลำแรก ซึ่งขึ้นบินจากสนามบินพิษณุโลกได้ประมาณ 60 ไมล์ หรือ 30 นาที เท่านั้น
จากนั้นลำที่สอง ได้แจ้งศูนย์เรดาร์ ให้ตามหาอีกทางหนึ่ง เพราะลำแรกขาดการติดต่อและหายไปจากจอเรดาร์ นอกจากนั้นบริเวณดังกล่าวยังมีฝนตกหนักมาก คาดว่าหากลงจอดฉุกเฉินน่าจะอยู่ในพื้นที่ อ.นาหมื่น จ.น่าน
อย่างไรก็ตาม มีการจับสัญญาณจากเฮลิคอปเตอร์ครั้งสุดท้ายที่บริเวณพิกัด 008 เรเดียน 43 ไมล์ ความสูง 2,000 ฟุต และสัญญาณอ่อนลงเรื่อยๆ กระทั่งขาดหายไป
สัญญาณดังกล่าวนั้น เป็นลักษณะการลดระดับการบินลง ด้วยฝนตกหนักและทัศนวิสัยการบินไม่ดี เนื่องจากเป็นป่าทึบ ภูเขาบางส่วนสูงชัน อีกทั้งฝนตกต่อเนื่อง
มีการสันนิษฐานว่า สาเหตุของอุบัติเหตุน่าจะมาจากสภาพอากาศไม่ดี เจอพายุฝนตกหนักฉับพลัน ทำให้นักบินตั้งตัวไม่ทัน ประกอบกับตัวเครื่องบิน เอเอส 350 1103 ไม่มีเรดาร์ตรวจอากาศ ต้องอาศัยการรายงานจากสถานีภาคพื้นดิน ทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงเกิดอุบัติเหตุเครื่องตกกระแทกภูเขา คาดว่าน่าจะตกจากความสูงไม่เกิน 100 ฟุต
ทั้งนี้ ยอดภูพยัคฆ์สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร ก่อนเกิดอุบัติเหตุไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์หลังจากขึ้นบินจากสนามบินพิษณุโลกแค่ 48 ไมล์ สัญญาณจับเรดาร์จากสถานีก็หายไป



