ข่าว

 ละเมิดลิขสิทธิ์ละเมิดชีวิตคนจน

ละเมิดลิขสิทธิ์ละเมิดชีวิตคนจน

20 ส.ค. 2553

กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมืองถึงกรณีตำรวจ สน.หัวหมาก จับกุม สุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา พนักงานเก็บขยะ ลูกจ้างชั่วคราว กทม. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2551 ตามความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 หลังจากนำซีดีภาพยนตร์ที่เก็บได้จากกองขยะไปขายที่ตล

 อีกไม่กี่วันต่อมา สมชัย นันทวณิชย์ อายุ 46 ปี ถูกตำรวจ สน.บางมด จับกุมในข้อหาเดียวกัน เนื่องจากนำเอาแผ่นซีดีของลูกไปขายบนสะพานลอย ศาลพิพากษาตัดสินปรับ 2 แสนบาท สมชัยไม่มีเงินค่าปรับต้องยอมติดคุกแทน แต่ภรรยาและลูกชายเข้าขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผช.ผบ.ตร.ทำหน้าที่โฆษก สตช. ควักเงินสด 9.6 หมื่นบาทแลกอิสรภาพให้แก่สมชัย !!
 
 การกระทำความผิดโดยสุจริตของ สุรัตน์ และ สมชัย เกิดจากความไม่รู้กฎหมาย ด้วยความจนจึงต้องถูกจองจำในห้องขัง แถมยังมีประวัติเป็นผู้ต้องคดีเป็นของแถมอีกด้วย หลังได้รับอิสรภาพหัวหน้าครอบครัวทั้งสองครอบครัว พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำงานหาเช้ากินค่ำ อยากมีรายได้เสริม จึงนำซีดีภาพยนตร์ไปขาย เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวเท่านั้น

 ต่างจากบางคนที่รู้ว่าการขายซีดีภาพยนต์เป็นเรื่องผิดกฎหมายแต่ก็ยังทำ !! วิชัย แซ่ปึง อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 82 ซอยวิสูตรสาครดิษฐ์ ถนนท่าดินแดง แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ถูกชุดสืบสวนของ บก.สส.บช.น. นำโดย "พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต" ผบก.สส.บช.น. พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการที่ 1 จับกุม ขณะกำลังขึ้นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า นูโว สีน้ำเงิน ทะเบียนรบธ 109 กรุงเทพมหานคร

  ตรวจค้นภายในถุงพลาสติกใหญ่สีดำ พบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ต่างประเทศละเมิดลิขสิทธิ์ 144 แผ่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 5 เครื่อง โทรศัพท์มือถือไอโฟน 6 เครื่อง เครื่องเล่นไอพอด 1 เครื่อง และเครื่องเล่นเกมยี่ห้อโซนี่ พีเอสพี 2 เครื่อง พร้อมขยายผลไปที่ห้อง 119 คอนโดมิเนียมบ้านเพิ่มสุข พบแผ่นภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 2,000 แผ่น เครื่องคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และเครื่องไรท์ดีวีดีขนาด 9 หัวอีก 3 เครื่อง

  วิชัยสารภาพหมดเปลือกว่า ผลิตดีวีดีละเมิดลิขสิทธิ์มาได้ 2 ปีแล้ว โดยจะไปซื้อแผ่นภาพยนตร์ดีวีดีต้นฉบับมาจากห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า แผ่นละ 50-60 บาท แล้วมาก๊อบปี้ที่ห้องพักก่อนนำไปวางแผงขายที่ถนนข้าวสาร ราคาแผ่นละ 50-70 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เคยทำรายได้ถึงเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่ช่วงหลังรายได้ตกเหลือแค่เดือนละกว่า 1 หมื่นบาท
 
 ก่อนหน้านี้ วิชัยเคยถูกจับและศาลพิพากษาปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท แต่ก็สามารถหาเงินไปจ่ายค่าปรับจนพ้นคุกมาแล้วยังไม่เข็ดหลาบ เพราะไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรที่มีรายได้ดีแบบนี้ เพราะเป็นคนเรียนมาน้อย มีชีวิตอยู่แต่ในแวดวงพนัน เคยมีเงินจากการเล่นพนันที่กาสิโนในปอยเปตเกือบ 10 ล้านบาทแต่ต้องหมดตัวเพราะการพนัน จึงต้องหันทำมาหากินผิดกฎหมายเช่นนี้

  "ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ได้ทำงานอะไร รับจ้างทั่วไป วันหนึ่งนอนได้แค่ 4 ชั่วโมงเพราะต้องคอยไรท์แผ่นดีวีดีตลอดเวลา เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัว แต่สองคนที่ตกเป็นข่าว เขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่รู้กฎหมายว่ามีความผิด แต่ทั้งที่ผมรู้ว่าสิ่งที่กระทำเป็นความผิด แต่ผมจำเป็นเพราะต้องการมีรายได้ให้พอใช้“ วิชัยสารภาพ และยังแสดงความเห็นใจเพื่อนร่วมชะตากรรม

 คดีละเมิดลิขสิทธิ์ทั้ง 3 รายนี้ มีความเหมือนกันตรงที่กระทำความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 แตกต่างที่เจตนาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ "เงิน" !!

  แต่ยังแปลกใจตรงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายเฉพาะปลาซิวปลาสร้อย ส่วนผู้ค้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์รายใหญ่ๆ ที่แฝงอยู่ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ เช่น ห้างมาบุญครอง พื้นที่ สน.ปทุมวันห้างพันธุ์ทิพย์ พื้นที่ สน.พญาไท ห้างพาต้า พื้นที่ สน.บางยี่ขัน ห้างตะวันนา พื้นที่ สน.ลาดพร้าว และอีกหลายห้างที่ยังไม่รวมตลาดใหญ่ย่านคลองถม และสะพานเหลือง ที่เคยมีบัญชีดำอยู่ในมือของผู้บังคับใช้กฎหมาย กลับไม่ค่อยถูกจับดำเนินคดี?!!