
"เรดาร์ตรวจอากาศ"ไม่ได้ช่วยอะไรซื้อฮ.ลำใหม่-ยืมหน่วยอื่นใช้ดีกว่า!?
ผลกระทบจากโศกนาฏกรรมที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) รุ่น AS 350 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 5 ศพ ที่ จ.น่าน ทำให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งระงั
ผู้เชี่ยวชาญการบินในกองทัพรายหนึ่ง กล่าวถึงแนวคิดของนายสุวิทย์ว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะ ฮ. รุ่น AS 350 ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับระบบการบินแบบ Instrument flight rules (IFR) ซึ่งจะติดตั้งอุปกรณ์ช่วยบินอัตโนมัติในสภาพอากาศเลวร้าย แต่เป็น ฮ.ที่ทำการบินในระบบ Visual flight rules (VFR) ซึ่งจะสามารถทำการบินในทัศนวิสัยปกติ คือสายตาสามารถมองเห็นได้เท่านั้น นอกจากนี้ ฮ.รุ่นดังกล่าวยังมีขนาดเล็ก จึงคิดไม่ออกว่าจะติดตั้งอุปกรณ์เสริมตรงจุดไหน และยังทำให้เครื่องต้องรับน้ำหนักมากขึ้นด้วย
"ยกตัวอย่างเรดาร์ตรวจอากาศ จะต้องติดตั้งเสาอากาศ มีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 2 เท่าของบาตรพระ โดยต้องติดตั้งไว้บริเวณใต้กระจกด้านหน้า ฮ. ซึ่งจะทำให้เครื่องมีน้ำหนักมากขึ้น และยังทำให้เสียบาลานซ์ (สมดุล) อีกด้วย ซึ่งต้องถ่วงน้ำหนักตรงส่วนหางอีก นอกจากนี้ยังต้องมีจอ Weather radar ซึ่งยังมองไม่ออกว่า จะเอาไปติดตั้งตรงไหน เพราะหน้าจอกว้างถึง 6 นิ้ว แต่ดูหน้าปัดแล้วคงไม่มีพื้นที่พอ คงต้องเอาไปวางไว้บนตกนักบิน"
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวถึงความยากในเชิงเทคนิคอีกว่า การติดตั้งเรดาร์ตรวจอากาศเป็นส่วนหนึ่งของระบบ IFR เท่านั้น แต่ถ้าจะให้ "ฟูลออพชั่น" จะต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น ระบบ Autopilot หรือระบบการบินอัตโนมัติ ซึ่งมองดูแล้วคงจะทำไม่ได้ เพราะนอกจากจะสูญเสียงบประมาณจำนวนมากแล้ว ตัวเครื่องคงไม่สามารถรองรับระบบได้ เนื่องจากเครื่องมีขนาดเล็ก และไม่มีพื้นที่พอ อีกทั้งเครื่องคลาสนี้เป็นระบบ VFR ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้ในสภาพอากาศที่ปกติ จึงควรใช้ให้เหมาะกับภารกิจเท่านั้น
"การติดตั้งเรดาร์ต้องใช้เงินอย่างน้อย 2-3 ล้าน ไม่นับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 20 กิโลกรัม ซึ่งมีความยุ่งยากในการดัดแปลงมาก ในความเห็นของผมคิดว่า ถ้าไม่ซื้อเครื่องใหม่ที่มีระบบ IFR ก็ให้ใช้วิธียืมจากหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงเกษตรฯ หรือกองทัพ และตำรวจมาใช้แล้วชดเชยโดยการตั้งงบประมาณเหมือนที่เคยทำกันมา ส่วนถ้าจะจัดซื้อ เขามองว่า ฮ.รุ่นหนึ่งที่มีระบบ IFR และมีราคาไม่แพงจนเกินไปที่เหมาะกับภารกิจก็เช่น Augusta 139 มีขนาด 12-13 ที่นั่ง และมีอุปกรณ์ทุกอย่างครบ"
ผู้เชี่ยวชาญการบินชี้ถึงทางเลือกในการปฏิบัติภารกิจในสภาพอากาศที่เลวร้ายว่า ทางราชการควรจัดงบประมาณจัดหาหรือจัดซื้อ ฮ.ให้แก่ข้าราชการระดับสูงให้มากกว่านี้ เพื่อลดการสูญเสีย เช่น การเดินทางไกลๆ จากกรุงเทพฯ ไป จ.พิษณุโลก และไป จ.น่าน แบบนี้ ควรใช้เครื่องบินปีกตรึงน่าจะเหมาะกับการเดินทางระยะไกลมากกว่าเครื่องบินปีกหมุนอย่าง ฮ.ที่มีเพดานบินต่ำ ไม่สามารถบินเหนือเมฆฝนได้ หรือถ้าจะใช้ ฮ.เพื่อลงจอดในพื้นที่จำกัด ควรใช้ ฮ.ที่มีเรดาร์ตรวจอากาศ เช่น Bell 212 หรือ Bell 412 น่าจะเหมาะสมกว่า
ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุ เขาทราบมาว่า ฮ.อีกลำที่เดินทางไปด้วยกัน และรอดชีวิตมาได้สังเกตเห็น ฮ.ลำที่ประสบอุบัติเหตุบินหายเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนก่อน จึงเลี้ยวกลับ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย แต่เชื่อว่านักบินของ ฮ.ลำที่ประสบอุบัติเหตุคงคิดว่า กลุ่มเมฆฝนคงไม่หนาทึบมากนัก ประกอบกับมีกำหนดเวลาการเดินทาง จึงทำการบินต่อ และพอเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนก็พยายามไต่ระดับเพดานบินให้สูงขึ้นเพื่อให้พ้นยอดเขา แต่น่าเสียดายที่ไต่ขึ้นไม่ทัน เพราะชนห่างจากยอดเขาแค่ 100 ฟุตเท่านั้น ถ้าไต่เร็วขึ้นอีกนิดก็คงพ้นยอดเขาแล้ว
อย่างไรก็ตาม เขาก็สรรเสริญในการตัดสินใจของนักบินในเสี้ยววินาทีนั้น เพราะถ้าเป็นเขาก็จะตัดสินใจเช่นเดียวกัน คือพยายามไต่เพดานบินขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้พ้นยอดเขา ซึ่งในกรณีนี้ถ้าไต่เพดานขึ้นเร็วกว่านี้สัก 1 กิโลเมตร คงพ้นยอดเขาไปได้
ผู้เชี่ยวชาญการบินคนเดิมยังให้ข้อมูลที่ชวนให้หวาดเสียวกันเล่นๆ ด้วยว่า นอกจาก ฮ.พระราชพาหนะแล้ว ฮ.ส่วนใหญ่ในกองทัพ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และส่วนราชการต่างๆ ล้วนเป็น ฮ.ในระบบ VFR แทบทั้งนั้น ส่วนที่บินในระบบอัตโนมัติ หรือ IFR มีอยู่เพียงไม่กี่รุ่น เช่น Bell 212 และ Bell 412 ส่วน ฮ.ที่ทันสมัยที่สุดรุ่นหนึ่งอย่าง UH 60L หรือ Blackhawk กลับเป็น IFR แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
"Blackhawk มีแต่ระบบ Autopilot เท่านั้น แต่ไม่มี Weather radar (เรดาร์ตรวจอากาศ) คือ สามารถตั้งระบบการบินอัตโนมัติได้ แต่ไม่สามารถจับได้ว่า สภาพอากาศข้างหน้าเป็นอย่างไร ก่อนทำการบินจึงต้องมีการตรวจสอบข่าวอากาศเสียก่อน เพราะถ้าบินเข้าไปในสภาพอากาศปิดก็อาจไม่รอดเหมือนกัน ถ้าเป็นผมจะเลือกนั่ง Bell 212 มากกว่า เพราะแม้จะมีอายุมากกว่า 20-30 ปี เก่ากว่า Blackhawk มากก็จริง แต่อย่างน้อยก็มีเรดาร์ตรวจอากาศ ซึ่งปลอดภัยกว่าเยอะเวลาเจอเมฆฝน"
นั่นคือข้อเท็จจริงที่แสนจะ "ตลกร้าย" ของกองทัพ และส่วนราชการไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดซื้อเครื่องบิน หรือ ฮ.ลอตใหม่ๆ มากกว่าที่จะใส่ใจจัดหางบซ่อมบำรุง และติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จะช่วยเซฟชีวิตนักบิน และผู้โดยสารได้มากกว่า
เอกซเรย์ ฮ.เหล่าทัพ+ส่วนราชการ-สตช.ปุโรทั่งประจำการปี2512
กองทัพบก
- เฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-1/ฮิวอี้ จำนวนประมาณ 80 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ เบลล์-212 จำนวนประมาณ 60 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ เจ็ตแรงเยอร์ จำนวนประมาณ 40 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ แบล็กฮอว์ก จำนวน 8 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ชีนุก จำนวน 4 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ฝึกบิน จำนวนประมาณ 30 เครื่อง
(หมายเหตุ : กองทัพบกใช้ระบบหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันใช้)
กองทัพเรือ
- เฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือผิวน้ำ (ฮ.ตผ.1) รุ่นซูเปอร์ลิงซ์ (Super Lynx) 300 จำนวน 2 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (ฮ.ปด.1) รุ่นเอส-70บี-7 ซีฮอว์ก จำนวน 6 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (ฮ.ลล.2) รุ่นเบลล์-212 จำนวน 8 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (ฮ.ลล.3) รุ่นเบลล์-214 เอสที จำนวน 7 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง (ฮ.ลล.4) รุ่นเอส-76บี จำนวน 6 เครื่อง
กองทัพอากาศ
- เฮลิคอปเตอร์ รุ่นยูเอช-1 ไอโรควอยส์ (Iroquois) จำนวน 20 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ รุ่นเบลล์-412 เอชพี/อีพี จำนวน 11 เครื่อง
- เฮลิคอปเตอร์ รุ่นซิคอร์สกี้ (Sikorsky) เอส-92 จำนวน 3 เครื่อง
กองบินตำรวจ
(เฮลิคอปเตอร์ที่มีใช้ในกองบินตำรวจทั่วประเทศ มีทั้งหมดประมาณ 68 ลำ)
1.อีซี 155 บี-1 เฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะและขนส่งวีไอพี จำนวน 2 เครื่อง ประจำการเมื่อ พ.ศ. 2548
2.เบลล์ โมเดล 412 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งใช้งานทั่วไป จำนวน 9 เครื่อง ประจำการ เมื่อ พ.ศ. 2535
3.เบลล์ โมเดล 212 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งใช้งานทั่วไป จำนวน 15 เครื่อง ประจำการเมื่อ พ.ศ. 2516
4.เบลล์ โมเดล 205 เอ/เอ-1 เฮลิคอปเตอร์ขนส่งใช้งานทั่วไป จำนวน 26 เครื่อง ประจำการ เมื่อ พ.ศ. 2512
5.เบลล์ โมเดล 206 แอล-1 เฮลิคอปเตอร์ธุรการ จำนวน 2 เครื่อง ประจำการเมื่อ พ.ศ. 2523
6.เบลล์ โมเดล 206 บี เฮลิคอปเตอร์ธุรการ จำนวน 14 เครื่อง ประจำการเมื่อ พ.ศ. 2519
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- เฮลิคอปเตอร์ เอ 350 1103 จำนวน 14 ลำ (ใช้งานได้เพียง 6 เครื่อง)
หมายเหตุ : กระทรวงเกษตรฯ จัดซื้อเบลล์รุ่นล่าสุด (รุ่น 407) อีก 1 เครื่อง แต่ยังไม่ได้รับมอบ ต้องรออีกระยะหนึ่ง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- เฮลิคอปเตอร์ รุ่นแบบ Ecureuil AS 350BA จำนวน 2 ลำ
- เฮลิคอปเตอร์ Ecureuil AS 350B จำนวน 8 ลำ
- เฮลิคอปเตอร์ Ecureuil AS 350B2 จำนวน 2 ลำ
- เฮลิคอปเตอร์ แบบ Ecureuil AS 350 B มีจำนวน 2 ลำ ที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ 1 ลำ และครบกำหนดการซ่อมบำรุง 1 ลำ)
(ข้อมูลเฉพาะของเฮลิคอปเตอร์รุ่นเอเอส-350)
การใช้งาน : เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ 6 ที่นั่ง
ลูกเรือ : นักบิน 2 คน ผู้โดยสาร 4 คน
ความเร็วสูงสุด : 248 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง
ความเร็วบินเดินทาง : 230 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง
เพดานบินสูงสุด : 8,360 ฟุต
ระยะทางบิน : 670 กิโลเมตร
นำหนัก : 1,175 กิโลกรัม
ทีมข่าวความมั่นคง



