ข่าว

คลังระดมสมองลดความเหลื่อมล้ำเร่งลดปัญหากระจายรายได้-รื้อโครงสร้างภาษี

คลังระดมสมองลดความเหลื่อมล้ำเร่งลดปัญหากระจายรายได้-รื้อโครงสร้างภาษี

20 ส.ค. 2553

ระดมสมองยกเครื่องเศรษฐกิจการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม กระตุ้นรัฐและเอกชนร่วมมือกันทำนโยบายพัฒนาประเทศ คลังยกตัวเลขเสียภาษีเงินได้สะท้อนการกระจุกตัวของกลุ่มคนรวย ชี้การกระจายรายได้ของไทยล้าหลังอยู่อันดับ 50 ของโลก ทีดีอาร์ไอจี้ถึงเวลาปฏิรูปนโยบายภาษีใ

 นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หัวข้อ “ยกเครื่องเศรษฐกิจและการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การกระจายรายได้และมุ่งยกระดับคนยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหลักเดินหน้าต่อไป โดยภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันจัดทำนโยบายพัฒนาประเทศ เพราะที่ผ่านมายังขาดความชัดเจน และมีความไม่แน่นอนจากการเมืองสูง

 นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ และมีความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงมาก สะท้อนได้จากตัวเลขการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะจากประชากร 64 ล้านคนมีผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9-10 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ที่จ่ายเงินภาษีเพียง 2.3 ล้านคนเท่านั้น ที่มีภาระต้องจ่ายภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ และในรายละเอียดยังสะท้อนว่า ประเทศไทยมีการกระจุกตัวของรายได้ในกลุ่มคนรวยเพียงไม่กี่คน

 อีกทั้งผลการจัดอันดับการกระจายรายได้ไทยอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลก ซึ่งยังล้าหลังประเทศอื่นอยู่มาก กระทรวงการคลังจึงพยายามหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำผ่านนโยบายต่างๆ เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง การประกันรายได้ การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีแนวทางในการดูแลในยามชรา รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมให้เป็นธรรมมากขึ้น หลังจากที่มีการปฏิรูปครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2535 จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะปรับโครงสร้างภาษีเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการให้ได้ภายในปี 2560

 ด้านนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่คนส่วนใหญ่มองว่าสังคมไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เพราะจากการศึกษาพบว่าสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำหลายมิติ ทั้งด้านรายได้ การศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน ทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ โดยเฉพาะด้านรายได้จะเห็นว่ามีคนเพียงกลุ่มเดียวที่เสียภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าฐานภาษีเมืองไทยนั้น ไม่มีความเสมอภาค ทั้งในส่วนของภาษีเงินได้แม้จะมีการเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้า และภาษีสรรพสามิต ที่กฎหมายบางก็ยังเป็นอุปสรรค ดังนั้น รัฐบาลควรต้องเร่งแก้ไข

 "ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปฏิรูปนโยบายภาษี ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ต้องไม่ทำแบบสุดโต่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมมีคนได้และเสียประโยชน์ แต่แนวทางสำคัญประเทศต้องมั่งคั่งขึ้นและกระจายไปสู่ฐานรากมากขึ้นด้วย” นายนิพนธ์ กล่าว