ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-ความเพลี่ยงพล้ำของ“ไทย”อีกครั้งกรณี“เขาพระวิหาร”(1)

เรือนชานบ้านเมือง-ความเพลี่ยงพล้ำของ“ไทย”อีกครั้งกรณี“เขาพระวิหาร”(1)

20 ส.ค. 2553

เพราะมุ่งแต่เล่นเกม “การเมือง” ภายใน หวังแต่เอาชนะโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา จึงส่งผลให้ “ไทย” กำลัง “เพลี่ยงพล้ำ” และอาจจะ “พ่ายแพ้” อีกครั้งในกรณี “เขาพระวิหาร” หากมองย้อนอดีตไป ข้อพิพาทระหว่าง “ไทย-กัมพูชา”

กรณีนี้ ปฐมบทได้ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ.2505 ครั้งที่ “ศาลโลก” ได้พิพากษายก “ปราสาทพระวิหาร” ให้ “กัมพูชา” เป็นฝ่ายครอบครอง ก่อนที่ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ยื่นขอสงวนสิทธิ์ในการต่อสู้คดี และนับตั้งแต่นั้นมา การปักปันเขตแดนระหว่างสองชาติ กลายเป็นชนวนเหตุแห่งข้อพิพาทในหลายครั้งหลายครา

 ฝ่าย “ไทย” ปักหมุดยึดแนวสันปันน้ำเป็นการแสดงอธิปไตย ส่วนฝ่าย “กัมพูชา” ได้ยึดแผนที่ฝรั่งเศสซึ่งมีอัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ที่กินลึกข้ามสันปันน้ำเข้ามาในไทยกว่า 4.5 ตารางกิโลเมตร  เป็นเส้นแสดงอาณาเขต จนกระทั่ง พ.ศ.2543 รัฐบาล “ชวน หลีกภัย” โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร  รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ได้ลงนามในเอ็มโอยู 43 ในการตั้งคณะกรรมการร่วมสองชาติ เพื่อปักปันเขตแดนอย่างสันติ ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขของฝ่าย “กัมพูชา” ได้แนบแผนที่ 1 ต่อ 200,000 พ่วงท้ายมาด้วย  แต่ฝั่ง “ไทย” ยืนยันในหลักเดิมคือ สันปันน้ำ เลยเป็นผลให้คุยกันคนละภาษาเลยไม่รู้เรื่องและไม่มีวันที่จะรู้เรื่องมาจนทุกวันนี้ เพราะใช้แผนที่คนละชุดกันครับ

 เหตุการณ์ได้ล่วงเลยมากว่า 46 ปี จนกระทั่งปี 2551 ฝ่าย  “กัมพูชา” ขอขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช”  โดย “นพดล ปัทมะ” รมว.ต่างประเทศ ได้ลงนามให้ “กัมพูชา” ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยฝ่ายไทย จะได้สิทธิเข้าร่วมพัฒนาพื้นที่รอบปราสาท ซึ่งในภายหลังรัฐบาล “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์”  ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาให้การลงนามของ “นพดล” เป็นการกระทำที่มิชอบ  เนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 

 ล่าสุดรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” โดย “สุวิทย์ คุณกิตติ” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล และได้มีการเซ็นรับทราบว่า “กัมพูชา” มีการส่งแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทเข้ามาตามเงื่อนไข 5 ข้อ แต่ไม่มีการยอมรับเงื่อนไขในแผนดังกล่าว และมีการเลื่อนวาระการพิจารณาออกไปอีก 1 ปี โดยจะมีการพิจารณาอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งต่อไปที่บาห์เรน นั่นคือลำดับเหตุการณ์สำคัญโดยย่อ อันเป็นข้อมูลผูกพันที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในกรณีเขาพระวิหาร  ซึ่งจะต้องเรียนรู้และรับรู้ที่มาที่ไปกันเสียก่อนจึงจะ “เข้าใจ เข้าถึง” แล้วจึงคิดหาหนทาง “พัฒนา” ในเชิงสร้างสรรค์ อันจะก่อให้เกิด “ประโยชน์สุข” อย่างยั่งยืนกับประชาชนทั้งสองฝ่ายได้ครับ

 เพราะจะว่าไปแล้ว ไทย กับ กัมพูชา มีพรมแดนติดกันยาวเกือบ 800 กิโลเมตร ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งสองประเทศก็ยังต้องเป็น “เพื่อนบ้าน” กันต่อไป  เพียงแต่จะเลือกว่าจะมี “ความสัมพันธ์” แบบใด และที่น่าสนใจ  คือนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชามาโดยตลอด เป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี ถึงแม้ “ไทย” เปลี่ยน “นายกรัฐมนตรี” แล้วกว่า 10 คน แต่ที่น่าสนใจคือ นายกรัฐมนตรีของกัมพูชายังคงเป็น “ฮุน เซน” คนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ

 เอาไว้ในสัปดาห์หน้าผมจะมาวิเคราะห์ให้ฟังว่า ในสายตานานาอารยประเทศนั้น กำลังมองว่า “ไทย” จะเพลี่ยงพล้ำอย่างไร ในกรณีพิพาท “เขาพระวิหาร” เผื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ ได้เตรียมหาทางหนีทีไล่ และพลิกฟื้นสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์