
ฤดูกบ-ฤดูกาล
ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของการเมืองไทยในฤดูกาลใกล้การเลือกตั้ง ก็คือการย้ายพรรค เปลี่ยนพรรคของบรรดา ส.ส.หรือสมาชิกของแต่ละพรรค ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดจากปัญหาภายในพรรค เช่น ปัญหาการบริหารงาน
ปัญหาในการจัดสรรตำแหน่ง ปัญหามุ้งเล็กในมุ้งใหญ่ ปัญหาการวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้า รวมถึงปัญหาเรื่องท่อน้ำเลี้ยง หรือถูกดูดถูกดึงจากพรรคอื่น แต่คนที่ตกเป็นตัวปัญหา ก็มักจะอ้างด้วยคำพูดประโยคคลาสสิกที่ว่า “อุดมการณ์ไม่ตรงกัน”
อุดมการณ์หรืออุดมการณ์ทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่ามีอยู่จริงหรือไม่ในแวดวงการเมืองไทย เพราะการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของไทยนั้น มักเป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์มากกว่าจะคำนึงถึงการทำกิจกรรมเพื่อประชาคม และพรรคการเมืองหลายๆ พรรคมีลักษณะเป็นการรวมการเฉพาะกิจ หรือองค์กรส่วนบุคคล มากกว่าการเป็นสถาบันทางการเมืองและองค์กรของมหาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงมีพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นง่ายๆ เหมือนเล่นขายของ โดยแทบจะไม่มีพรรคที่มั่นคงถาวรและทำกิจการทางการเมืองอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ในประเทศที่เป็นต้นแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองจะยึดแนวนโยบายของพรรคมากกว่าการติดยึดในตัวบุคคล เช่นพรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคอนุรักษ์นิยมหรือพรรคแรงงานของอังกฤษ พรรคฝ่ายซ้ายกับพรรคฝ่ายขวาของหลายๆ ประเทศในอเมริกาใต้ หรือพรรคเดโมแครต กับรีพับลิกันของสหรัฐ เป็นต้น ซึ่งแนวนโยบายของพรรคนั่นเองที่จะเป็นตัวกำหนดวิถีทางการบริหารประเทศเมื่อพรรคนั้นขึ้นเป็นรัฐบาล อันเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนที่จะเลือกหรือไม่เลือกพรรคนั้นในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่
ย้อนมาดูพรรคการเมืองของไทย จะเห็นว่าแทบทุกพรรคเกือบจะไม่มีแนวนโยบายที่ชัดเจนว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด หรือถึงมีก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้น การเลือกตั้งของเราจึงไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จะเลือกพรรคไหนก็พอๆ กัน หนำซ้ำบางทีคนละขั้วคนละข้างก็ยังกลับมาจับมือกันได้ การเลือกตั้งของเราจึงเป็นไปตามกระแสหรือปัจจัยขับเคลื่อนภายนอก มากกว่าความนิยมเลื่อมใสในแนวทางทางการเมืองของพรรคนั้นๆ
การปฏิรูปการเมืองหรือพัฒนาทางการเมืองของไทยนั้น จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่ทำในสามภาคส่วน คือระบบการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ไปพร้อมๆ กัน และอย่างเป็นรูปธรรม แทนการให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นรัฐธรรมนูญ เพราะประชาธิปไตยที่อยู่ในจิตสำนึกของคนต่างหากเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมนั้นเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ไม่มีใครสามารถฉีกธรรมนูญการปกครองประเทศทิ้งหรือเขียนขึ้นตามอำเภอใจตนได้ และประชาธิปไตยที่แท้จริงนั่นเองที่จะคุ้มครองและปกป้องประชาธิปไตยของประชาชน หาใช่นักการเมืองผู้ชอบแอบอ้างความดีใส่ตน
ผมเชื่อว่าก่อนจะถึงการเลือกตั้งคราวหน้า จะต้องมีข่าวนักการเมืองเปลี่ยนค่ายย้ายพรรคปรากฏขึ้นอีกมากมาย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะลักษณะของพรรคการเมืองไทยที่ขาดอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวนโยบายทางการเมืองที่แจ่มชัด การพึ่งอิงกับกระสังคม รวมถึงปัญหาภายในของพรรคที่มีลักษณะเป็นการรวมการเฉพาะกิจ หรือองค์กรส่วนบุคคล ซึ่งมุ่งผลประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์สุขของประชาชน
และฤดูกาลย้ายพรรคก็คงไม่ต่างอะไรกับฤดูฝนที่ทำให้กบแก่เริงร่า ส่งเสียงเรียกคู่มาสู่สม และจับแมลงกินจนพุงกางก่อนจะกลับไปจำศีล จนกว่าจะถึงฤดูกาลใหม่
มีแต่ประชาชนเท่านั้นแหละครับ ที่เป็นลูกกบหน้าโง่เกาะขอนไม้ลอยเท้งเต้ง ให้นกกระสาตัวแล้วตัวเล่าจิกกินตามเดิม



