ข่าว

เวียดนามยื่นมือไกล่เกลี่ยปัญหา"ไทย-เขมร"

เวียดนามยื่นมือไกล่เกลี่ยปัญหา"ไทย-เขมร"

19 ส.ค. 2553

"นายกฯ"เชื่ออาเซียนเข้าใจแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาต้องใช้เจรจาทวิภาคี ยันไทยเปล่าเตะถ่วงกระบวนการเจบีซี "กษิต" ระบุ เตรียมยกร่างหนังสือตอบกลับเวียดนาม แจ้งท่าทีไทยย้ำใช้กลไกทวิภาคีแก้ไขปัญหาปราสาท ยืนยันรายงานผลประชุมเจบีซีไม่เข้าสภา เป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ได้กลั

(19ส.ค. เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประเทศเวียดนามอาจมีการนำปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาไปหารือในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) หลังจากที่กัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงเวียดนามในฐานประธานอาเซียน ว่า ยังไม่มีการสรุปอย่างนั้น ซึ่งตนเข้าใจว่าเวียดนามในฐานะประธานอาเซียน เมื่อได้รับหนังสือจากกัมพูชาแล้ว คงยังมีการสอบถามความคิดเห็นต่างๆอยู่ แต่ตนเชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจว่าปัญหานี้สามารถที่จะแก้ไขได้ในกรอบของทวิภาคี

 เมื่อถามว่าท่าทีของอาเซียนต่อปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะกรณีของไทยกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมีหลายกรณี ซึ่งบางครั้งเมื่อเป็นเรื่องของสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ประเทศอื่นๆที่เป็นเพื่อนสมาชิกอาเซียนจะแสดงความห่วงใย และบางครั้งอาจจะอยากให้อาเซียนเข้ามามีบทบาท แต่ในชั้นนี้ตนยังมั่นใจว่าเราคงสามารถใช้กรอบทวิภาคีได้ และประเทศอื่นๆก็คงเข้าใจ โดยยังไม่จำเป็นที่ไทยต้องส่งหนังสือชี้แจงเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศมีการติดตามอย่างใกล้ชิด

 เมื่อถามว่ากัมพูชาอ้างว่าการที่รัฐสภาของไทยไม่ได้มีการพิจารณากรอบการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชา จะนำไปสู่การเจรจาแบบพหุภาคีแทนการเจรจาแบบทวิภาคี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระบวนการต่างๆตามข้อตกลงเดินต่อไป แต่คงเคารพกระบวนการภายในประเทศของแต่ละประเทศ และเราก็มีขั้นตอนของรัฐสภา ซึ่งเราต้องเคารพกระบวนการนี้ รัฐบาลไทยไม่ได้เตะถ่วงอะไร เพราะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา แต่เขาอาจมีความรู้สึกว่ามันช้า ซึ่งเราก็ต้องชี้แจง แต่ระบบมันไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ กระทวงการต่างประเทศคงได้สื่อสารไปแล้ว

"กษิต"ระบุเตรียมยกร่างหนังสือตอบกลับเวียดนาม

 นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังยกร่างตอบข้อชี้แจงถึงเวียดนามในฐานะประธานอาเซียน เพื่อชี้แจงความเข้าใจผิด และข้อกล่าวหาใดๆ จากฝ่ายกัมพูชา ส่วนหนังสือดังกล่าวเป็นการให้ข้อเท็จจริง และจะเวียนหนังสือให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ได้รับทราบด้วย

 นายกษิต กล่าวว่า ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าไทยมีแต่เจตนาที่จะกระชับความสัมพันธ์กับกัมพูชา ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว ไม่มีนอกไม่มีในใดๆ ทั้งสิ้น และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ราบรื่นดีทั้งในเรื่องการค้า และความช่วยเหลือในทุกกรอบ ส่วนกรอบการเจรจาเรื่องเขตแดน ก็มีบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยูอยู่แล้ว และบันทึกรายงานผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือเจบีซี ไทย - กัมพูชา 3 ฉบับ ก็เตรียมจะบรรจุเข้าพิจารณาของสภาร่วม แต่ความช้าหรือเร็วก็เป็นกระบวนการของรัฐสภา เป็นสิ่งที่สุดวิสัย ไม่ได้จงใจจะเลื่อนให้ล่าช้า ทั้งนี้ในหลักการก็ต้องการให้มีการประชุมเจบีซีครั้งต่อไปอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องรอบันทึกรายงานผลการประชุมฯ ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวอยู่แล้ว และเรื่องที่ค้างอยู่คือ เรื่องการใช้คำควบว่าจะใช้พระวิหาร เพรี๊ยะวิเหีย ก็ต้องหารือกันต่อไป
 
 เมื่อถามว่าประเทศอาเซียนมีความเข้าใจกรณีข้อพิพาทระหว่างสองประเทศหรือไม่ นายกษิต กล่าวต่อว่า เข้าใจกันหมด ล่าสุดตนเพิ่งกลับจากอินโดนีเซีย ก็ได้หารือทวิภาคีกับรมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้หารือกัน ซึ่งก็ได้รายงานให้ทราบถึงท่าทีของไทย และความเพียรพยายามของไทยต่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทนี้ อะไรต้องเจรจาก็ต้องเจรจา ส่วนการเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย - กัมพูชา ปี 2551 นั้น ก็เป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญของไทย ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลนี้มาแล้วไปฉีกแถลงการณ์ร่วม แต่เป็นข้อเรียกร้องจากภาคประชาสังคม ส่วนเอ็มโอยู 43 ก็มีอยู่ ซึ่งก็ดำเนินการไปตามครรลอง นอกจากนี้ยังมีการพบปะกันในส่วนของกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และระดับจังหวัด มีการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนสองประเทศ

 “ อาจจะมีความผิดใจกันในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล มันก็มีที่ไปที่มา และมีเรื่องคาใจกันมาคือ เรื่องการแต่งตั้งอดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา ซึ่งเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเรา และการไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรี เป็นหลักปฏิบัติเมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ ก็ต้องมีท่าทีให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนชาวไทยและชาวโลก แต่เราไม่ได้คิดร้ายใดๆ ทั้งสิ้นต่อผู้นำกัมพูชา หรือรัฐบาลกัมพูชา และประชาชนชาวกัมพูชา ” นายกษิต กล่าว

 เมื่อถามว่าแต่เกรงว่าปัญหานี้จะนำไปสู่เวทีของสหประชาชาติหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่ เพราะในถ้อยแถลงของโฆษกสหประชาชาติแล้วว่า ต้องเป็นความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย แต่เราไม่เอาด้วย และไทยยืนหยัดมาตลอดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคี สามารถเจรจากันได้ มีกรอบอยู่แล้ว และเราก็ยังพบปะกับกัมพูชาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพบกันทั้งทางตรงทางอ้อม อีกทั้งตนก็เพิ่งพบกับรัฐมนตรีคนหนึ่งของกัมพูชาที่ดานัง ประเทศเวียดนาม และขอให้เขานำความไปกราบเรียนต่อสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าท่าทีในการหาทางออกจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ รมว.กลาโหม ก็สองประเทศก็ยังติดต่อกันอยู่

 ทั้งนี้ในการเจรจาระหว่างสองประเทศก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงไม่สามารถมาชี้แจงต่อสาธารณชนได้ทันทีทันควัน เมื่อเหตุการณ์มีพัฒนาการก็จะได้นำมาเล่าให้ฟัง โดยไม่มีอะไรต้องปิดบัง ส่วน รมต.ต่างประเทศ อาเซียน ก็คงจะได้พบกันในหลายเวที เช่น เดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก การพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ กับผู้นำอาเซียน ที่กรุงวอชิงตัน และการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ตนก็ได้เคยอธิบายต่อ รมว.ต่างประเทศ อื่นที่ไม่ใช่อาเซียน ก็ได้อธิบายข้อคิดเห็นและท่าทีในการแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปรบกวนเพื่อนบ้านให้มาเป็นธุระ เพราะมีกรอบเจบีซีอยู่แล้ว

เวียดนามยื่นมือไกล่เกลี่ยปัญหา"ไทย-เขมร"

 หนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ ของกัมพูชา รายงานเมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม ว่า เวียดนามในฐานะประธานอาเซียนกำลังพิจารณาเข้าไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งด้านชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อป้องกันเหตุการณ์นองเลือดที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

 นายเหงียน เฟือง หงา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม แถลงว่า เวียดนามในฐานะประธานอาเซียน กำลังหารือกับสมาชิกอาเซียนถึงการเข้าเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหาร และย้ำว่าเวียดนามต้องการเห็นทั้งสองประเทศหาข้อสรุปได้อย่างสันติ โดยเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหลีกเลี่ยงการใช้กำลังและการกระทำที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพของอาเซียน

 ขณะที่ นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของเวียดนามในครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นการหารือระดับพหุภาคีในกลุ่มภาคีสมาชิกอาเซียน เพราะทั้งไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอาเซียน จึงควรหลีกเลี่ยงการนองเลือดหรือการใช้กองกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าแก้ปัญหา และเห็นว่าการใช้กลไกการแก้ปัญหาระดับพหุภาคีของอาเซียนเป็นสิ่งจำเป็น