
วันนี้"วัดเทพนิมิตร" ของเมืองตานี ศิลปะอยุธยาท่ามกลางควันปืน-ระเบิด
ล่องใต้เที่ยวชม "วัดเทพนิมิตร" ต.บ้านกลาง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โบราณสถานที่สวยงามมีประวัติยืนยาว อายุใกล้ 150 ปี อุโบสถที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมทั้งลวดลายภาพจิตรกรรมฝาผนังสีฝุ่น
วัดเทพนิมิตร รูปแบบการก่อสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เดิมวัดนี้ชื่อวัดบ้านกลาง อยู่ในความปกครองของเมืองยะหริ่ง แต่ก็เป็นพื้นที่ชายขอบที่ติดต่อกับเมืองสายบุรี
คนโบราณเล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมทีเดียวที่นี่เป็นชุมชนของชาวไทยพุทธ แต่ได้เกิดสงครามระหว่างสองเมือง เรียกว่า “ศึกเจ๊ะบุ” ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนี้เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ครั้นทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ที่บริเวณนี้ก็มีชุมชนไทยมุสลิมเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ต้องไปตั้งบ้านเรือนแถวบ้านกระพ้อแทน ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนักและสร้างวัดใหม่ขึ้นที่นั่น
อุโบสถตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่โล่ง เป็นอาคารทรงไทย สร้างด้วยอิฐดินเผาฉาบปูน ขนาด 5 ห้อง หลังคาทรงไทยซ้อน 3 ชั้น มุงกระเบื้องไทย มีปีกนกรอบ หน้าบันเป็นพื้นเรียบ ยกพื้นสูงประมาณ 1.5 เมตร มีเสารายรอบนอกตั้งขึ้นรับขื่อ ซุ้มหน้าต่างเป็นปูนปั้นทรงมงกุฎเช่นเดียวกันกับซุ้มประตู
ภายในพระประธานองค์ใหญ่ 3 องค์ ผนังทั้ง 4 ด้าน มีภาพเขียนจิตรกรรม เขียนด้วยสีฝุ่น ฝีมือช่างพื้นบ้านของปักษ์ใต้ ลายเส้นแบบง่ายๆ ถึงแม้จะไม่คมกริบเฉกเช่นฝีมือช่างหลวง แต่กลับมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างแฝงไปด้วยศรัทธา เรื่องที่นำมาเขียนเป็นการสอนเกี่ยวกับเรื่องพระพทุธประวัติ ในแบบทศชาติชาดก นรก สวรรค์ เทพชุมนุม และรามเกียรติ์ เน้นใช้สีสันจัดจ้านตัดกัน อย่างสีครามกับสีส้ม สีเขียวกับสีแดง จากคำจารึกประกอบภาพบ่งว่า “จาฤกเมื่อจุลศักราช 1225 ปีกุญเบญจก” ซึ่งตรงกับ พ.ศ.2406 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4
การบูรณะซ่อมแซมหลังคาที่ชำรุดทรุดโทรมเกิดขึ้นหลายครั้ง น้ำฝนที่ซึมลงมาทำให้ภาพเขียนราหูอมจันทร์ที่อยู่ที่ฝ้าเพดาน และภาพที่เกี่ยวข้องส่วนอื่นๆ ได้รับความเสียหาย มีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย ถูกนำไปเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑ์เทพญาณโมลี ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมถึงสภาพวัด ที่สมควรมีการบูรณะ แต่เนื่องจากกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน การซ่อมแซมต่างๆ จึงต้องผ่านทางกรมศิลปากร และพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณบางส่วนในการนี้ ทำได้เพียงแต่ฝากให้ พระอธิการพรชัย เจ้าอาวาส ซึ่งเกิดที่นี่และเป็นพระเพียงรูปเดียวที่จำวัดอยู่ ช่วยดูแลวัดอย่าได้ปล่อยให้เป็นวัดร้าง เสียดายที่เทวรูปพระนารายณ์รูปหล่อสัมฤทธิ์ วัตถุโบราณสมัยศรีวิชัย ถูกขโมยไป
โบราณสถาน โบราณวัตถุ จากอดีตจะอยู่สืบทอดถึงทุกวันนี้ไม่ได้ ถ้าขนาดชนรุ่นหลังรู้สึกหวงแหน ปกป้องดูแลรักษาสืบทอดความงามความสามารถของคนรุ่นก่อนให้อยู่คู่แผ่นดินไม่จำกัดว่าจะเป็นของศาสนาใดก็ตาม
"กิตตินันท์ รอดสุพรรณ"
[email protected]



