
"อภิสิทธิ์"แนะเยาวชนใช้สิทธิ์-รู้ทันนักการเมือง
นายก"อภิสิทธิ์" ชี้หัวใจของประชาธิปไตยคือเคารพความเห็นต่าง แนะเยาวชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องรู้เท่าทันนักการเมือง
(19ส.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว คณะนักเรียน ครูโรงเรียนประจวบวิทยาลัย ที่เข้าเยี่ยมคารวะที่ห้องสารนิเทศ อาคารรัฐสภา 1 ว่า บ้านเมืองเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีระบบรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆและการทำงานของบ้านเมืองเพื่อให้ประโยชน์สุขของประชาชน และวันนี้ผู้แทนได้ทำหน้าที่ในสภาอย่างวันนี้ที่สภาก็กำลังพิจารณาเรื่องงบประมาณซึ่งการประชุมเมื่อวานนี้ก็เลิกเมื่อตอนตีหนึ่ง และคิดว่าวันนี้คงจะอยู่ที่ตีหนึ่งเช่นกัน รวมทั้งพรุ่งนี้ด้วย ซึ่งทุกคน ก็ใช้เวลาตลอด 3 วัน ในการพิจารณาตัวเลขงบประมาณอย่างดีที่สุด ส่วนจะมีการตัดลดหรือไม่อย่างไรก็อยู่ที่สภา ซึ่งผู้แทนให้ความสำคัญกับงบประมาณมาก
“เพราะคือเงินที่เก็บจากภาษีของประชาชน ประชาชนทุกคนที่อยู่ในประเทศต้องเสียภาษี ถือเป็นกฎหมายทั้งภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ เงินเหล่านี้ก็จะมาใช้จ่ายเพื่อส่วนรวม ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตยถ้าเราถูกบังคับให้เสียภาษี เราก็ต้องมีสิทธิมีเสียงในการที่จะพัฒนาประเทศหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า อยากจะเห็นพวกเราให้ความสำคัญกับเรื่องราวของการเมืองและบ้านเมือง มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์หรือมีความเป็นพลเมืองดีรู้หน้าที่ สิ่งที่อยากจะบอกต่อไปคือตนเชื่อว่าพวกเราอยากเติบโตขึ้นมาแล้วอยู่ในสังคมที่ดี สังคมที่ให้โอกาสพวกเราทุกคนมีความเจริญก้าวหน้า พร้อมทั้งอยู่ในสังคมที่มีความสงบสุข มีความสามัคคี ก็จะทำให้ชีวิตของเราดี ตนพูดเสมอว่าชีวิตของพวกเราไม่มีทางดีได้ถ้าสังคมรอบตัวเราไม่ดี ต่อให้เราเก่งต่อให้เราคิดว่าเรา ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ เพราะถ้าสังคมไม่ดีก็กลับมากระทบพวกเราทั้งสิ้น ประเด็นต่อไปคือใครจะหยิบยื่นสังคมที่ดีให้เราก่อน คำตอบก็คือว่าไม่มีใครหรอกที่จะหยิบยื่นให้เรา เราก็ต้องสร้างด้วยตัวของเราเอง ในระบอบประชาธิปไตยแนวคิดพื้นฐานคือถ้าประชาชนมีโอกาสใช้สิทธิ์ใช้เสียง ได้กำหนดอนาคตการแก้ปัญหาบ้านเมืองก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด เพราะไม่มีใครรู้สภาพปัญหาความต้องการดีกว่าตัวของเราเอง เพียงแต่ทุกคนคงไม่ได้นั่งในสภามาร่วมตัดสินใจได้ เราก็ใช้ระบบตัวแทน
“ฉะนั้นถ้าอยากได้สังคมที่ดี เราก็ต้องมีการเมืองที่ดี อยากจะมีการเมืองที่ดีเราก็ทำหน้าที่ของเราในฐานะพลเมืองที่ดี อย่างน้อยพื้นฐานคืออายุ 18 ปีขึ้นไปก็ไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้ง แล้วก็เลือกคนดี เลือกพรรคการเมืองที่ดี เลือกด้วยความสุจริตไม่ใช่เลือกเพราะอามิสสินจ้าง เลือกเพราะมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แล้วที่สำคัญคือเลือกด้วยความรู้เท่าทัน บางทีก็ตั้งใจดีว่าอยากจะเลือกคนดีแต่ว่าเวลาเขาหาเสียงกันไม่มีใครบอกว่าตัวเองไม่ดี เคยเห็นไหมครับใครมาหาเสียงแล้วบอกว่าตัวเองไม่ดี ไม่มี แต่ว่าคู่แข่งก็ต้องบอกว่าดีด้วย ฉะนั้นเราอยากเลือกคนไม่ดีมันไม่พอ แต่เราต้องมีความรู้เหมือนกันว่าคนดีเป็นยังไง คนที่มาอาสาตัวเข้ามาทำงานเป็นคนดีหรือไม่ ดังนั้นการติดตามข่าวสารของบ้านเมืองก็ทำให้ทราบว่าคนหรือพรรคการเมืองมีประวัติความเป็นมาอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราใช้สิทธิ์”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า การเป็นพลเมืองดีไม่ใช่เลือกตั้งเมื่อไรไปใช้สิทธิ์เมื่อนั้น เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ได้มีแค่นั้น แต่การที่เราสามารถแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาด้วยการให้ข้อมูลกับทางราชการที่รับผิดชอบ หรือร่วมคิดในการเสนอทางออกก็เป็นบทบาทที่ยุคปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้น เพราะสังคมเปิดกว้างมากขึ้น การเข้าถึงและการใช้สื่อของประชาชนทำได้ง่ายขึ้น ทั้งสื่อสมัยใหม่ สื่ออิเล็กทรอนิคที่เข้าถึงและใช้ได้ ในการแสดงความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายต่างๆเพื่อทำกิจกรรมส่วนรวม
“วันหนึ่งวันใดคิดว่าท่านอยากจะเข้ามามีบทบาทมาเป็นนักการเมือง พวกผมก็สนับสนุนตลอดเวลากับคนที่มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง อาสาตัวเข้ามา อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว จริงๆก็เริ่มคิดได้ตั้งแต่ว่นนี้เพราะปัจจุบันคนที่เข้าสู่การเมืองอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ ผมเข้ามาตอนอายุ 27 ปี และตอนนี้ก็มี ส.ส.ที่อายุระหว่าง 25-30 ปี จำนวนไม่น้อย เพราะสังคมเปิดโอกาสและเปิดกว้างมากขึ้น”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมประชาธิปไตยเติบโตได้คือเรื่องชองทัศนคติ ความคิดพื้นฐาน การมองระบอบประชาธิปไตยเพียงแค่การเลือกตั้ง กระบวนการของสภาหรือรัฐบาลมันไม่ได้เป็นตัวสะท้อนของสังคมประชาธิปไตย เพราะสำคัญที่สุดก็คือความคิดที่เราเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนของคนทุกคน และยอมรับว่าในสังคมทุกสังคมแม้กระทั่งในชุมชนต้องมีความแตกต่าง หัวใจระบอบของประชาธิปไตยคือการเคารพความเห็นแตกต่างและรู้จักแก้ปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างด้วยเหตุด้วยผล มีกฎกติกาที่เป็นที่ยอมรับ
“ถ้าเรามีการเลือกตั้งแล้วมีรูปแบบเหมือนเป็นประชาธิปไตยแต่ว่าในสังคมไม่ยอมรับกฎกติกากัน ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่เคารพความเห็นของคนอื่น มันก็ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ผมก็หวังว่าคนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีความเป็นประชาธิปไตย”นายกฯ กล่าว



