
ฮ.ตก!บทเรียนและความสูญเสียซ้ำซาก
โศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ซึ่งนำคณะของ นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.น่าน ทำให้เราต้องสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าไปถึง 5 ศพ
อะไรคือสาเหตุ ?
ผู้เชี่ยวชาญการบินรายหนึ่ง ชี้ว่าสาเหตุที่ ฮ.ตก อาจมาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ประกอบกับ ฮ.รุ่น AS-350 ไม่ใช่รุ่นที่ออกแบบมาสำหรับการเดินทางนานๆ หรือสภาพอากาศแบบนี้ เพราะไม่มีอุปกรณ์ช่วยบินหลายอย่าง เช่น เรดาร์ตรวจอากาศ หรือ Autopilot เมื่อเจอสภาพอากาศเลวร้ายจึงมีโอกาสประสบอุบัติเหตุสูง
เครื่อง "คลาส" นี้ปกติใช้ในการเดินทางในระยะทางสั้นๆ ไม่มีหมอกหรือพายุฝนฟ้าคะนอง เดินทางตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ถ้าเป็นกลางคืนก็ต้องเป็นคืนเดือนหงาย
"ฮ.รุ่นนี้ไม่สามารถบินในระบบ Instrument flight rules (IFR) ซึ่งสามารถบินในระบบอัตโนมัติได้โดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นเส้นทาง แต่เป็นการบินด้วยระบบ Visual flight rules (VFR) ซึ่งนักบินต้องมองเห็นเส้นทางก่อน ถึงจะบินได้" ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม กล่าว
แต่พอเครื่องตกแล้ว เครื่องมือที่จะช่วยลดความสูญเสีย ก็ไม่มี โดยเฉพาะการขาดระบบการแจ้งเตือนพิกัดขณะตกกระแทกพื้น หรือ Emergency Locator Transmitter (ELT)
"ผมไม่รู้ว่า ท่าทางในการตกของตัวเครื่องเป็นอย่างไร แต่หลายๆ กรณีที่การตกกระแทกไม่รุนแรง ระบบ อีแอลทีสามารถช่วยชีวิตนักบินได้ เพราะการเสียชีวิตของนักบินส่วนหนึ่งมาจากการค้นหาที่ล่าช้า บางครั้งนักบินยังไม่ตายในทันที แค่บาดเจ็บ ถ้าค้นหาได้รวดเร็วก็จะสามารถช่วยชีวิตได้ แต่ดูสิ 2 ทุ่ม เที่ยงคืน ยังหากันอยู่เลย"
เครื่องอีแอลทีมีลักษณะเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณซองบุหรี่ 2 ซองประกบกัน ปกติมักติดไว้ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ง่าย เช่น บริเวณเหนือศีรษะของนักบิน อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่
เครื่องอีแอลทีแจ้งพิกัดด้วย "จีพีเอส" ส่งสัญญาณไปยังดาวเทียม ในทันทีที่เครื่องตกด้วยแรงกระแทกขนาด 3 จีขึ้นไป ทำให้ค้นหาได้แม่นยำ ส่วนราคาก็มีตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน ซึ่งปกติกฎการบินพาณิชย์จะบังคับให้ติดตั้ง แต่ส่วนราชการของไทยมักไม่ยอมติดตั้ง
"น่าตกใจที่ ฮ.ของกองทัพเกินครึ่งมักไม่ติดตั้งอีแอลที ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมาก ลองคิดดูว่า อุปกรณ์ราคาหลักแสนเมื่อเทียบกับชีวิตคน แต่พอเครื่องตก เสียเป็นล้านในการค้นหา"
สำหรับประเด็นที่เชื่อกันว่า การไม่มีระบบเรดาร์อากาศทำให้ ฮ.ตกนั้น เขาเห็นด้วยบางส่วน เพราะการไม่มีเรดาร์ตรวจอากาศทำให้ต้องพึ่งพาการแจ้งสภาพอากาศจากสถานีภาคพื้น ซึ่งบ่อยครั้งที่ ฮ.ไม่สามารถติดต่อกับสถานีภาคพื้นได้ เนื่องจากบินต่ำ ทำให้ไม่สามารถจับสัญญาณได้ แต่ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการตรวจสอบสภาพอากาศตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง หรือเลือกใช้ ฮ.ให้เหมาะสมกับภารกิจ
ขณะที่ประเด็น "เครื่องเก่าเก็บ" เขาก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะ ฮ.หรือเครื่องบินของกองทัพ และส่วนราชการไทยส่วนมากมีอายุการใช้งานหลายสิบปีทั้งนั้น แต่สำหรับ ฮ.รุ่นที่ตกล่าสุดมีอายุการใช้งานที่ 18 ปี ซึ่งไม่ถือว่าเก่าเมื่อเทียบกับเครื่องที่ประจำการกันอยู่
"ฮ. หรือเครื่องบินไม่มีคำว่าเก่า ถ้ามีการซ่อมบำรุงตามระยะเวลาอย่างเหมาะสม แต่ส่วนใหญ่ส่วนราชการไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการจัดงบซ่อมบำรุง แต่จะสนใจกับการจัดซื้อเครื่องลอตใหม่มากกว่า"
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าสนใจที่อาจเกี่ยวกับกรณีนี้ หรือไม่ก็อาจเกี่ยวพันถึงอนาคต
โดยก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 และ 22 มกราคม 2551 อนุมัติงบจัดซื้อ ฮ.ให้กระทรวงทรัพย์ฯ ถึง 1,500 ล้านบาท
ปี 2553 มีการจัดซื้อเครื่องบิน 2 เครื่อง เครื่องละ 250 ล้านบาท เป็นเงิน 500 ล้านบาท และเครื่องบินปีกตรึง 4 ที่นั่ง 2 เครื่อง เครื่องละ 5 ล้านบาท และในปี 2554 มีงบจัดซื้ออีก 490 ล้านบาท แต่อนุมติให้ซื้อ 1 ลำเป็นเงิน 250 ล้านบาทก่อน
ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติฯ แต่ระหว่างนั้นกระทรวงทรัพย์ฯ ก็ได้รับโอน ฮ. จากกระทรวงเกษตรฯ 14 เครื่อง ซึ่งเป็น "แบบเครื่องยนต์เดียว" ทั้งหมด
แต่ ฮ.เครื่องยนต์เดียวไม่สามารถรองรับงานอนุรักษ์ฯ ทางทะเลได้ เพราะมีสภาพเก่าใช้งานมาเกินกว่า 16 ปี โดยเฉพาะ ฮ. 3 เครื่อง ที่ส่วนใหญ่ซ่อมแบบ "กินตัว"
(1) ฮ.หมายเลข 1811 ครบซ่อมใหญ่ Type C ตั้งแต่ปี 2540 แต่ไม่มีงบซ่อม และบินไม่ได้มาแล้ว 11 ปี เครื่องยนต์และอุปกรณ์ประกอบการบินถูกถอดไปใช้กับเครื่องอื่น
(2) ฮ.หมายเลข 1812 ครบซ่อมใหญ่ Type C ตั้งแต่ปี 2541 แต่ไม่มีงบซ่อม และบินไม่ได้มาแล้ว 10 ปี เครื่องยนต์อุปกรณ์ถูกถอดไปใช้กับเครื่องอื่น
(3) ฮ.หมายเลข 18201 ครบซ่อมใหญ่ Type C ตั้งแต่ปี 2547 และประสบอุบัติเหตุเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2547 ไม่อาจซ่อมให้คืนสภาพได้
หมายความว่า ในจำนวนเครื่องที่รับโอนมาจากกระทรวงเกษตรฯ ใช้งานได้แค่ 11 ลำ ซึ่งขัดแย้งกับแผนแม่บทการใช้ การจัดหาและการบำรุงรักษาอากาศยานของกระทรวงทรัพย์ฯ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเมื่อปี 2548
ผลการศึกษา ระบุถึงความต้องการใช้อากาศยานของส่วนราชการในกระทรวงทรัพย์ฯ ปีละประมาณ 20,720 ชั่วโมง จึงสมควรมีอากาศยานประจำการอย่างน้อย 26 ลำ
ทว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่ได้ตอบโจทย์ 100% ว่า สาเหตุที่ทำให้ ฮ.ตกเป็นเพราะสภาพเครื่องที่เก่า และใช้งานหนักเกินไปหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า อุปกรณ์ที่มีอยู่นั้น เราใช้เหมาะสมกับงานหรือไม่ และเมื่อเกิดความสูญเสียแล้ว ถามว่า คุ้มกันหรือไม่ เพราะชัดเจนว่า ถึงนักบินจะมือเก๋า แต่ถ้าเครื่องไม่เหมาะสม โอกาสที่จะเกิดความสูญเสียมันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ทีมข่าวความมั่นคง



