
ค้าขายแบบไทย-จีน
เรื่องค้าๆ ขายๆ ต้องยอมรับว่าคนจีนเป็นสุดยอดของพ่อค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าคนจีนยุคเก่า ที่ถูกขนานนามว่ายุคเสื่อผืนหมอนใบ ลูกค้าจะดุด่าตะคอกหรือโยกโย้อย่างไรก็ช่าง ขอให้ควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าก็พอแล้ว พ่อค้าอาเฮียอาแป๊ะเป็นยิ้มร่าร้องฮ่อสบายใจ ไม่
คนจีนส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ไหนก็จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ดังเช่นที่รู้กันว่ามี ไชน่าทาวน์อยู่ในเมืองใหญ่ๆ เกือบทุกเมืองในโลกนี้ และนอกจากจะอยู่อาศัยเป็นย่านชุมชนเดียวกันแล้ว การค้าการขายของคนจีนก็มักจะรวมกลุ่มกัน ระหว่างคนที่ค้าขายสินค้าประเภทเดียวกัน ตัวอย่างเห็นได้ชัดในเมืองไทย เช่น ย่านวรจักร เป็นถิ่นของร้านขายอะไหล่ ย่านสำเพ็ง เป็นย่านขายเสื้อผ้า ย่านวงเวียนนิวโอเดียน เป็นแหล่งขายอะไหล่เครื่องจักรโรงสีข้าว เป็นต้น
ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อค้าขายสินค้าเหมือนกันและตั้งร้านรวงอยู่ใกล้ชิดติดกัน ก็ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดามนุษย์ แต่การกระทบกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งกันส่วนใหญ่ มักจะไม่ถูกนำมาเป็นปัญหาที่ทำให้ธุรกิจการค้าสะดุดหรือเสียหาย เช่น ไม่มีการตัดหน้าตัดราคาขายหรือแข่งกันแจกแถมลดราคาสินค้า
หากจะมีใครกระทำการดังกล่าวขึ้นมา ก็จะมีผู้ใหญ่ที่คนในชุมชนนั้นๆ นับหน้าถือตาออกมาไกล่เกลี่ยให้ การค้าขายในกลุ่มพ่อค้าคนจีนด้วยกัน หากจะมีการรวมกลุ่มรวมตัวกัน ก็มักจะเป็นในทำนองที่เพิ่มผลประโยชน์ในการค้าขายเสียมากกว่า
ร้านค้าคนจีนที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันและอยู่ในแหล่งใกล้กัน หลายร้านสามารถขอยืมสินค้าหรือซื้อขายกันในราคาขายส่ง เพื่อมาจำหน่ายในแบบที่เรียกว่าโป๊วของกันและกันด้วยซ้ำไป
เถ้าแก่คนจีนที่มีกิจการซึ่งมีลูกจ้างจำนวนมาก เมื่อลูกจ้างคนใดคนหนึ่งมีครอบครัว และต้องการแยกตัวไปทำธุรกิจการค้าแบบเดียวกับที่เถ้าแก่ทำอยู่ เถ้าแก่ก็มักจะให้การสนับสนุนด้วยการเอาสินค้าจำนวนหนึ่งให้ไปทำทุนก่อน ขายได้แล้วจึงค่อยเอาเงินค่าสินค้ามาจ่ายกันทีหลัง หรือในช่วงแรกๆ ของการเปิดกิจการก็จะให้เทอมเครดิตยาวนานกว่าปกติ
วิธีการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการซื้อใจ ให้ลูกจ้างจงรักภักดีต่อเถ้าแก่ประดุจญาติผู้ใหญ่แล้ว ยังถือเป็นช่องทางการระบายสินค้าออกไปได้ หรือเท่ากับว่ามีร้านค้าปลีกมารับสินค้าไปขายเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายชนิดที่ได้มาอย่างง่ายดายอีกด้วย
ในขณะที่คนไทยที่ทำการค้าขายด้วยกัน หากมีการเปิดร้านรวงขายสินค้าติดกันหรืออยู่ในย่านเดียวกัน กลับมักจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งแย่งลูกค้ากันและกัน มีการขายสินค้าตัดราคากันชนิดลดกระหน่ำจนหากำไรไม่เจอ หรือทำการป่าวประกาศโฆษณาโจมตีคุณภาพสินค้าของอีกฝ่ายหนึ่ง ถึงขั้นที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันและกัน จนลูกค้าหมดความเชื่อถือในสินค้าของทั้งคู่ไป
เจ้าของกิจการคนไทยจำนวนหนึ่ง เมื่อมีลูกจ้างออกไปประกอบกิจการแบบเดียวกับตัวเอง ซ้ำร้ายยังมาตั้งร้านรวงอยู่ละแวกใกล้กันเข้าไปอีก ก็มักจะมองว่าลูกจ้างคนนั้นกำลัง “วัดรอยเท้า” หรือบางทีถึงขั้นกล่าวหากันว่าเป็น “ศิษย์ คิดล้างครู” เข้าไปก็มี การค้าของคนไทยที่อยู่ใกล้กัน จึงมักมีมุมมองต่อคู่แข่งว่าเป็นศัตรูคู่แค้นกัน มากกว่าที่จะมองในมุมที่เป็นมิตร
แต่ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจการค้า ใช้ระบบและวิธีการที่เป็นสากลเข้ามาบริหารจัดการมากขึ้น บวกกับผู้ประกอบการทั้งไทยและจีน ต่างพยายามลดจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งของตัวเองมากขึ้น ลักษณะและวิธีการที่ผมเล่ามาจึงน่าจะหายไป จากพ่อค้าทั้งไทยและจีนหมดสิ้นแล้ว หากใครยังยึดมั่นกับแนวคิดและทัศนคติดั้งเดิมอยู่อีก โอกาสทางการค้าก็จะตีบตันแคบลงครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



