ข่าว

ปัญหาเช่ารถเมล์แอร์ แก้ง่ายนิดเดียวถ้า...

ปัญหาเช่ารถเมล์แอร์ แก้ง่ายนิดเดียวถ้า...

19 ส.ค. 2553

นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีตีกลับโครงการเช่ารถเมล์ปรับอากาศ 4,000 คัน ไปเมื่อการประชุม ครม.ของสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องนี้ก็ยึดพื้นที่ของสื่อต่างๆ ไปเสียเกือบทุกๆ วัน เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้เกี่ยวข้องในโครงการนี้ตั้งแต่ผู้อำนวยการ ขสมก.

 ไปจนกระทั่งถึงข้าราชการและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในโครงการนี้ขาดประสบการณ์ในด้านการบริหารการขนส่งมวลชนในเขตเมืองใหญ่ๆ และแม้ในชีวิตประจำวันของท่านเหล่านี้ก็ไม่ได้นั่งรถเมล์เป็นประจำ ฉะนั้นเรื่องที่ต่างออกมาพูดต่างออกมาอธิบายจึงเสมือนนิทานเรื่องตาบอดคลำช้าง โดยต่างคนต่างมาพูดไปคนละอย่างในเรื่องเดียวกัน

 ข้อเท็จจริงในเรื่องเกี่ยวกับรถเมล์เมืองหลวงของเรานี้ที่ต้องยอมรับกันอยู่ 2 ประการ คือจำนวนรถไม่พอเพียงกับผู้โดยสารและสภาพรถชำรุดทรุดโทรมเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องเดินรถต้องประสบภาวะขาดทุนทับถมกันมานานจนก่อให้เกิดหนี้สินพอกพูนถึงเกือบสองหมื่นล้านบาท

 ทางกระทรวงคมนาคมก็ได้ตั้งปัญหา 2 ข้อนี้เป็นโจทย์และแก้โจทย์ด้วยการจะเช่ารถ 4,000 คัน มาเพื่อแก้ปัญหาทั้ง 2 ข้อนี้ โดยคิดว่าจะยิงปืนเพียงนัดเดียวแล้วจะได้นกถึง 2 ตัว ฟังดูก็เป็นความคิดที่ดีน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ทำไมมีเสียงคัดค้านกันจนทำให้โครงการนี้ล่าช้าค้างปีข้ามยุคข้ามสมัยมาหลายรัฐบาล

 เรื่องแรกที่ชาวบ้านต่างก็ตั้งข้อสงสัยก็คือทำไมขสมก.ไม่ซื้อรถมา กลับไปเช่าให้เสียเงินแพง โดยตลอดโครงการขสมก.จะต้องจ่ายเงินทั้งสิ้นถึง 6 หมื่นล้านบาทเศษ แม้จะมีการลดวงเงินลงมาจนในที่สุดเหลือ 4 หมื่นล้านบาทเศษก็ตาม ชาวบ้านก็ยังคิดว่าสิ้นเปลืองเงินมหาศาลและเกรงกันว่ายอดเงินนี้รวมค่าคอมมิชชั่นจำนวนมหึมาไว้ไม่รู้เท่าไรและพาลให้ผู้เกี่ยวข้องถูกสงสัยไป

 ความจริงเรื่องนี้จะต้องโทษฝ่ายเจ้าของโครงการที่ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง ทำให้สังคมพากันเข้าใจผิดจากความรู้สึกอันเป็นสามัญสำนึก จึงพากันโจมตีโครงการและลืมประโยชน์ของประชาชนที่ไม่มีรถเก๋งจะได้นั่งรถเมล์ที่พอเพียงและสบายกว่าไปเสีย ถ้าอธิบายเสียตั้งแต่ต้นว่า ขสมก. "จะซื้อบริการจัดรถเมล์ให้” ก็อาจจะดีกว่าที่จะพูดว่าจะเช่า และต้องอธิบายว่าค่าบริการนั้นรวมตั้งแต่จัดรถให้ตามจำนวนทุกวันอยู่ในสภาพใช้งานได้ ซึ่งต้องรวมถึงค่าบริการซ่อมบำรุงรักษา (ซึ่งเอกชนทำได้ดีกว่าขสมก.แน่นอน)

 แต่ไหนๆ ก็ล่วงเลยมาจนถึงบัดนี้แล้วคงแก้ความเชื่อความฝังใจของชาวบ้านไม่ได้ เรื่องที่จะต้องดูต่อไปก็คือ ค่าเช่ารถจะตกเฉลี่ยถึงวันละ 4,000 บาทเศษ ยังไม่ได้รวมค่าเชื้อเพลิงและค่าจ้างพนักงานประจำรถ ถึงแม้จะตัดกระเป๋ากระปี๋ออกไปโดยใช้ "อีทิกเก็ต” นั้น จะหาเงินแต่ละวันได้คุ้มหรือไม่เพราะปัจจุบันในกทม.ไม่ได้มีเฉพาะรถโดยสาร มีรถรับจ้างสารพัดรูปแบบวิ่งแข่งขันอยู่ และจะแก้ด้วยการงดบริการรถโดยสารฟรีเพื่อให้ผู้โดยสารมาใช้รถใหม่ 4,000 คันนี้ คงช่วยไม่ได้มาก

 นี่เพียงประเด็นเดียว ถ้าตอบโจทย์ผิดก็จะเพิ่มภาระให้แก่รัฐอย่างหนัก วิธีที่ว่าง่ายนิดเดียวที่จะแก้ปัญหาก็คือ แทนที่จะเช่าก็เปลี่ยนเพียงให้เพิ่มจำนวนรถร่วมปรับอากาศเข้ามาแทนที่และกำหนดเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ ตามที่ต้องการ ชาวบ้านก็จะได้ใช้รถมากขึ้นโดยขสมก.ไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย คอยนั่งแบมือรับ "ค่าต๋ง" เหมือนกับที่ ทีโอที, กสท และ บขส.ทำอยู่

 เห็นได้ว่าเรื่องนี้แก้ง่ายนิดเดียวถ้า...(ให้ท่านผู้อ่านเติมเอาเอง)

นายหนูใหญ่
[email protected]