ข่าว

อนุฯแก้ไขรธน.แถลงเสนอเลิกระบบเลือกตั้งแบบเก่า

อนุฯแก้ไขรธน.แถลงเสนอเลิกระบบเลือกตั้งแบบเก่า

18 ส.ค. 2553

“อนุฯแก้ไข รธน.” เสนอ “ยุบ” ระบบ “เลือกตั้งแบบเก่า” แนะใช้ “เขตเดียวเบอร์เดียว” เพิ่ม “ส.ส.สัดส่วน” ชี้ ไม่ควรกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ คาด “พรรคเล็ก” อาจมี “ส.ส.” เพิ่ม ชงวิธีเลือก“ส.ว.ใหม่”ทั้ง“สรรหา-ลต.” แนะ“อัยการ-ศาล”เปลี่ยนระบบการทำงาน

 (18ส.ค.) เมื่อเวลา 16.30 น ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเจษฎ์ โทณะวณิก ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพิจารแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯ ว่า วันนี้ที่ประชุมเห็นชอบในเรื่องการแก้ไขที่มาของส.ส.ให้มีจำนวนสมาชิกทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด 500 คน โดยเป็นแบบบัญชีรายชื่อ 125 คนและแบบแบ่งเขต 375 คน ทั้งนี้จะทำให้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมีมากขึ้นรวมทั้งจำนวน ส.ส.ทั้งสภามีไม่มากเกินไป

 อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าสำหรับระบบเลือกตั้ง สมาชิกแบบแบ่งเขตนั้นให้เหลือ 1 เขต 1 คน ซึ่งจะแสดงถึงที่ส.ส. เป็นตัวแทนของประชาชนในเขตนั้น ๆ ว่าในแต่ละเขตจะมีเพียง 1 คน เพราะถ้าหากใช้ระบบพ่วงที่มีตัวแทน 3 คน แต่ไม่ใช่เป็นผู้แทนของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งหากให้ใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวก็จะมีตัวแทน 1 คน ถือว่าเป็นระบบที่ยุติธรรม และสามารถเอาไปถ่วงดุลระบบสัดส่วนได้

 นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นแบบบัญชีประเทศ การคำนวณก็จะเป็นธรรมมากกว่าการคำนวณเป็นภาค เพราะถ้ามีการแบ่งเป็นภาคจะซ้ำซ้อนกับระบบเขต และมีปัญหาเรื่องภาคใหญ่และภาคเล็ก ส่วนการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของคะแนนเสียงที่จะคำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้นจะไม่มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ เพราะหากกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ร้อยละ 5 ก็ทำให้มีแต่พรรคใหญ่ที่ได้ส.ส. แต่ถ้าไม่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำก็จะทำให้พรรคเล็กสามารถเข้ามาได้ทั้งหมด

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เป็นมติหรือเป็นข้อเสนอของคณะกรรมการฯ อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวว่า ข้อเสนอในอนุกรรมการชุดที่ 1 เรื่องของประเด็นนี้เป็นข้อเสนอที่ทางรัฐบาลและสภาคุณขอมา ให้ทำ 6 ประเด็นนี้ก็แสดงว่าเขาจะเอาไปแก้จริง ส่วนเรื่องอื่นเราก็เสนอให้ไปทำในอนาคต ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะรับข้อเสนอเรื่องเขตเดียวเบอร์เดียวได้หรือไม่นั้น ตนมองว่า เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราได้คุยกันเหมือนกัน ว่าเราไม่ได้ดูว่าพรรคไหนจะรับได้หรือไม่ได้ เพราะในเมื่อคุณขอแนวนี้มาเราก็ให้ไปก็ต้องฟัง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้กำหนดสัดส่วนประชากรหรือไม่ว่าจำนวนเท่าไหร่ต่อ ส.ส. 1 คน นายเจษฏ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าเดิมตอนนี้ส.ส. 400 คนอยู่ที่ 1.5 แสน คนต่อ 1 เขต ตอนนี้ก็คงเป็นประมาณ 1.8 แสน ถึง 2 แสนคน น่าจะประมาณนั้นเนื่องจากเขตใหญ่ขึ้น ประชากรมากขึ้นแต่ส.ส.คนเดียว ส่วนส.ส.จะรับข้อเสนอของที่ประชุม หรือไม่นั้น ยังไม่ได้ประเมิน เพราะเราเสนอและพิจารณาในกรอบทางวิชาการ

 “ แต่ว่าไม่ได้เป็นวิชาการตามที่เราเอาตำรามาเปิด เนื่องจากว่าเราเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็น และดูในรายละเอียดว่าตลอดที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นอย่างไร ระบบไหนได้ผลไม่ได้ผลและเราก็คำนวนว่า การเลือกตั้งแบบไหนที่ให้ผลดีที่สุด เลือกตั้งแบบไหนที่คะแนนเสียงหล่นหายไปมากที่สุด ก็พยายามจะเกลี่ยให้พอเป็นไปได้ที่จะใช้ในระยะอันใกล้ในประเทศไทย” นายเจษฎ์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าพรรคการเมืองจะรับได้หรือไม่ อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวว่า พรรคเล็กอาจจะชอบเพราะมีโอกาสได้รับเลือกตั้งได้มากกว่า ส่วนคนที่มากับกระแสอาจจะชอบหรือไม่นั้น นายเจษฎ์ กล่าวว่า ในส่วนเขตเราคิดแบบวัดใจความสามัคคีของพรรคการเมือง คือ เขตเล็กแต่ส่งได้ 3 คน แต่คนของคุณจะได้รับเลือกตั้งแค่ 1 คน ที่บอกว่าวัดใจพรรคการเมืองก็คือว่า ในพรรคของคุณอาจจะมีตัวที่คิดว่าอยากจะส่งแค่คนเดียว แต่มีสิทธิ์ส่งได้ 3 คน เพราฉะนั้นก็จะมีคนอื่นๆที่ขอลงด้วย แต่เวลาหาเสียงคุณต้องแข่งกับพรรคอื่นด้วยพรรคของตัวเองด้วย ซึ่งมีประเทศที่ยังใช้อยู่ ณ ขณะนี้ คือ ไต้หวัน ทั้งนี้ถึงได้บอกว่าเป็นการวัดความสามัคคี เพราะถ้าไม่สามัคคีจริงก็ส่ง 3 คนแล้วอัดกันเละเลยทั้งในพรรค นอกพรรคในพื้นที่นอกพื้นที่

 ผู้สื่อข่าวถามว่า นักการเมืองมักจะอ้างว่าคนที่คิดไม่ได้ปฏิบัติ คนปฏิบัติไม่ได้คิด ตรงนี้จะเป็นปัญหาหรือไม่ อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวว่า การปฏิบัติต่างกันอยู่อย่างเดียวระหว่างคนไม่ได้เป็นส.ส.กับคนที่เป็นส.ส. หรือว่าคนที่อยากจะเป็นส.ส. อย่างเดียวที่ต่างกันก็คือว่า คนที่คิดตรงนี้ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง

 “ แต่ว่าคนลงสมัครรับเลือกตั้งก็เคยสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งก็ต่างกันแค่ตรงนี้ แต่เกณฑ์ในการคิดนั้นส.ส.ไม่ได้มีความรู้มากว่านักวิชาการ ขณะที่นักวิชาการก็ไม่ได้มีความรู้มากกว่าส.ส. ส.ส.ก็เอาเกณฑ์ที่เคยเป็นมาแล้วในสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดมาคิด เอาเกณฑ์ว่าคุณจะได้ประโยชน์จากอะไร คุณจะเสียประโยชน์จากอะไรณจะซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้แบบงไหน คือ เราก็รู้เท่าๆกับเขาว่าเขาจะซื้อสิทธิ์ขายเสียงแบบไหน เพียงแต่ว่าเราจับไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นรู้ทุกอย่างพอๆกันเพียงแต่ว่าคนคิดๆคนละแบบ เราอาจจะคิดว่าอะไรดีที่สุดของประเทศ ส่วนส.ส.หรือคนท่าอยากเป็นส.ส.ก็อาจจะคิดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้อธิบายได้ถึงไม่ปฏิบัติก็ไม่ใช่ว่ารู้ต่างกันเพียงแต่ว่าไม่ได้ลงไปเท่านั้น” นายเจษฎ์ กล่าวว่า

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมือง กิจกรรมของส.ส.จะได้รับเงินสนับสนุนจากตรงไหน นายเจษฏ์ กล่าวว่า กิจกรรมทางการเมืองถ้าหากว่าเราเปิดว่าไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค ก็จะมีการจัดสรรในส่วนของส.ส.แต่ละราย หากว่าเราเปิดในลักษณะว่าส.ส.ไม่สังกัดพรรค ก็คงจะต้องมีการเปลี่ยนระบบการสนับสนุน การสมัครรับเลือกตั้งของส.ส.หลายคน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่เป็นธรรม เนื่องจากว่าเรามีระบบการสนับสนุนส.ส.ที่อยู่พรรค ถ้าไม่มีการสนับสนุนส.ส.หลายคนก็จะเป็นปัญหา แต่การสนับสนุนส.ส.หลายบุคคลถ้าไม่รัดกุม ก็จะเละเลยทุกๆคนอยากได้ส.ส.เดี่ยวหมดเลยเพราะๆได้มาเงินมาเต็มๆ

ชงวิธีเลือก“ส.ว.ใหม่”ทั้ง“สรรหา-ลต.”

 นายเจษฎ์  แถลงว่า นอกจากนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯ นั้นได้มีการพิจารณาที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ว่า ควรที่จะมีส.ว.หรือไม่ เพราะหากเราใช้ระบบเลือกตั้งทั้งหมด ก็จะเป็นการไปเพิ่มส.ส. สู้ไม่มีซะดีกว่าหรือไปเพิ่มในส่วนของ ส.ส.ให้เป็น 700 คนไปเลย และหากเป็นระบบสรรหาทั้งหมด ก็ติดอยู่วิธีการสรรหาว่าจะแบบใด เพราะการสรรหา ส.ว.ในรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ให้คน 7 คนมาสรรหานั้นไม่ยุติธรรมไม่สามารถเทียบกับการเลือกตั้งได้ ซึ่งในที่ประชุมได้มีการเสนอให้มีการจับสลาก แต่ที่ประชุมก็มองกันว่าจะเป็นเล่น ๆ ไปซึ่งก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้ที่ประชุมก็เห็นว่า ควรเป็นแบบเดิม คือแบ่งเป็นครึ่ง ๆ 77 และ73

เสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้าง”พรรคการเมือง”

 นายเจษฎ์ กล่าวว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีแนวทางเสนอเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง คือ เรื่องของพรรคการเมือง ซึ่งที่ประชุมมองว่าพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญมีข้อกำหนดว่าให้มีเสรีภาพในการจัดตั้ง เพราะฉะนั้นการที่จะไปกีดกันพรรคการเมืองหรือว่าไปกำหนดเรื่องของแนวทางเกณฑ์การดำเนินการต่างๆไว้มาก ก็จะเท่ากับไปกีดกันเสรีภาพแต่หากว่าไม่มีข้อกำหนดอะไรเลยจะทำให้พรรคการเมืองมีเสรีภาพมากเกินไป และใช้เสรีภาพแบบ ผิดๆ

 อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวว่า วิธีการที่จะสามารถทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งเป็นธรรมชาติ ต้องทำการปลดล็อก 2 ข้อ คือ 1.ปลดล็อกการสมัครรับเลือกตั้งส.ส.โดยไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคการเมือง 2.ปลดล็อกเรื่องการบังคับการทำกิจกรรมทางการเมืองรวมถึงการมติของพรรค คือ ไม่จำเป็นต้องทำตามมติ อาจเป็นเพียงแค่จุดยืนของพรรคเท่านั้น แต่สมาชิกในพรรคจะต้องมีอิสระในการแสดงความเห็นหรือทัศนติต่างๆ

 นายเจษฎ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของรูปแบบรัฐบาลมองว่าโดยรวมประเทศไทย คงเป็นรัฐบาลผสมต่อไปอีกนาน เพราะจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร คงยาก เนื่องจากว่าระบบที่เกิดปัญหาต่างๆ ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาล ให้รัฐบาลที่มีคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งเป็นผู้ได้สิทธิในการจัดตั้ง แต่ถ้าเกิดได้สิทธิในการจัดตั้งแล้ว แต่ไม่สามารถจัดตั้งได้ อาจต้องให้พรรคอื่นสามารถจัดตั้งได้

 เลขานุการฯ กล่าวต่อว่า นอกจากการเชื่อมโยงรัฐบาลกับรัฐสภาที่ประชุมมองไกลไปว่าถ้ารัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ รัฐสภาก็ไม่มีสิทธิอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ คือไม่สามารถถอดถอนได้ แต่โดยทั่วไป โดยมารยาทหากมีการอภิปราย แล้วปรากฏว่าการอภิปรายมีความชัดเจนว่า สมาชิกของรัฐบาลกระทำการที่ไม่ถูก หรือทุจริต จะมีกลไกเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ กลไกขององค์กรอิสระเข้ามาดำเนินการ หรือว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งโดยมารยาทหาก สมาชิกรัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เป็นที่พอใจ สมาชิกรัฐบาลผู้นั้นจะต้องพิจารณาตัวเองลาอออกไป ซึ่งข้อเสนอส่วนนี้เป็นเพียงแค่ความหวัง แต่จะถือว่าเป็นระบบการพิจารณาโดยรวมใช้กฎมารยาทเป็นหลักว่าใครควรจะไป ซึ่งเป็นกลไกโดยที่สภาไม่ได้ทำหน้าที่
นอกจากนี้

 นายเจษฎ์ ยังได้กล่าวถึงในส่วนขององค์กรอิสระ คือ โครงสร้างขององค์กรอิสระอาจจะมีการปรับเปลี่ยน และการได้มาของ ซึ่งองค์กรอิสระคงต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาที่ถี่ถ้วนและชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้

เสนอตร.อนาคตไม่ควรมี“ชั้นยศ”

 นายเจษฎ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการในวันนี้มีการพิจาณา ในเรื่องโครงสร้างตำรวจก็จะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ได้เคยหารือกับคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจไปแล้ว โดยเห็นสอดคล้องกันในเรื่องการแบ่งแยกงาน โดยจะให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การบริหารงานโดยท้องถิ่น มีกรรมการบริหาร มีระบบบริหารโรงพักและเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น อย่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อระบบบริหารงานโดยรวม แต่อาจจะมีบางเรื่องที่บริหารงานโดยระบบจากส่วนกลาง

 อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวถึงเรื่องการมียศ หรือไม่มียศ โดยการปรับให้กับการศึกษาของตำรวจเข้ามาอยู่ที่เดียว ไม่ต้องมีการแยกว่าเป็น ไม่มีพลตำรวจ นายร้อยตำรวจ ทุกคนเรียนโรงเรียนเดียวกันหมดและไล่ไปตามชั้น โดยทุกคนเมื่อจบออกมาก็จะได้ชั้นยศเท่ากันหมด ตรงนี้จะเป็นการให้ความยุติธรรมกับคนที่ทำหน้าที่ในกิจการตำรวจทั้งหมด ทุกคนจะมีระดับขั้นเหมือนข้าราชการ

 “ ในที่ประชุมวันนี้มีการหารือเพราะมีการเสนอความคิดมา 2 ความคิด คือพวกแรกจะเป็นลักษณะงานทั่วไปที่ไม่ใช่งานด้านปราบปราม อย่างเช่นงานสืบสวนก็อาจจะใช้สายลับ ส่วนงานสอบสวนก็ใช้คนที่จบกฎหมายที่เกี่ยวกับการสอบ งานพยาบาล งานหมอไม่จำเป็นที่จะต้องมียศ แต่ส่วนงานป้องกันและปราบปรามอาจจะต้องยังมียศอยู่ แต่ทั้งหมดอาจจะมีปัญหาในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเดิมที่เคยมียศ แล้วกลายเป็นไม่มียศไปเลย ก็เลยมีการเสนอในแบบที่ 2 คือมี ยศเหมือนเดิมทุกคนยังทำงานแต่ทั้งหมดยังจะต้องไปหาข้อสรุปในคณะกรรมการพัฒนาระบบงานข้าราชการตำรวจ ที่มีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานคณะกรรมการอีกครั้งหนึ่ง” นายเจษฎ์ กล่าว

แนะ“อัยการ-ศาล”เปลี่ยนระบบการทำงาน

 นายเจษฎ์ กล่าวถึงการแก้ไขการทำงานขององค์กรอิสระใน อัยการว่า จะต้องมีการปรับบทบาทให้มีส่วนร่วมในการสอบสวนและทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีอาญา ที่มีโทษร้ายแรง รวมทั้งคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ต้องวางกรอบบทบาทของอัยการให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้น จะเป็นปัญหาอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ รวมถึงเรื่องการการปฏิรูปศาล ที่ดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ไม่คำนึงถึงความยุติธรรม อีกทั้งควรมีการปรับบทบาทศาลโดยรวมว่าแทนที่ผู้พิพากษาจะได้มาจากการสอบเพียงอย่างเดียวนั้น ก็ควรมีระบบวิธีการสรรหาเข้ามาด้วย เช่น ศาลชั้นต้นอาจจะสอบเข้ามา แต่เมื่อเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และศาลฏีกาก็ให้ใช้เป็นระบบการสรรหา โดยการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับสรรหาบุคคลเข้ามา เพราะไม่จำเป็นต้องไล่ระบบอย่างที่เป็นมา

 อนุกรรมการและเลขานุการฯ กล่าวว่า การที่คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า ที่มาของผู้พิพากษาศาลต่างๆควรจะมาจากทั้งระบบสอบและระบบสรรหานั้น ก็เพื่อที่จะถ่วงดุลอำนาจการได้มาซึ่งส.ส., ส.ว. และรัฐบาล จะได้ตรวจสอบกันได้จริง เพราะใช้รูปแบบการเข้ามาที่คล้ายๆ กัน นอกจากนี้ในวันที่ 19 ส.ค.ทางอนุฯมีส่วนร่วมจะประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมการรับฟังความคิดเห็นในการสร้างความเข้มแข็ง