
กทม.แจงเขตกวดขันพนง.เก็บขยะเลี่ยงขายวีซีดี
กทม.ออกหนังสือเวียนผอ.เขต กวดขันพนง.เก็บขยะ เลี่ยงขายแผ่นวีซีดี อธิบดีอัยการคดีอาญา เดินหน้าตรวจสอบสารพัดสำนวน ตร.ส่งฟ้องคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.ภาพยนตร์ เกรงซ้ำรอยคนเก็บขยะ กทม. ระบุ กฎหมายกำหนดบทลงโทษปรับสูงหวังเอาผิดรายใหญ่ ขณะที่ เลขาสภาทนาย เตือน จับกุมดำ
(18ส.ค.)นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัด กทม.ได้ออกหนังสือเวียนมอบหมายให้สำนักสิ่งแวดล้อม(สสล.) และสำนักงานเขตจัดประชุมชี้แจง ทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่เก็บขนมูลฝอย ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน ระมัดระวังวัตถุอันตราย อาทิ ระเบิด สารเคมี สิ่งมีพิษต่างๆ หากพบเห็นให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบและพิจารณาก่อนดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน
สำหรับสิ่งของที่มีลิขสิทธิ์ เช่น แผ่นวีซีดี ดีวีดี ไม่ให้นำไปจำหน่าย เพราะอาจฝ่าฝืนกฎหมายได้ นอกจากนี้ให้กำชับเจ้าหน้าที่เก็บขนมูลฝอยทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินทุกครั้ง ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยแต่งกาย สวมใส่ถุงมือ รองเท้าให้มิดชิด เรียบร้อย ใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้
อัยการตรวจสอบสำนวนคดีซ้ำรอยคนเก็บขยะกทม.
นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวถึงกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีพนักงานเก็บขยะ ลูกจ้างชั่วคราว กทม. และถูกตัดสินคดีปรับ 1.3 แสนบาทเศษ ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ว่า หลังจากเกิดคดีลักษณะดังกล่าวขึ้นสำนักงานคดีอาญา ซึ่งมีอำนาจดำเนินคดีตามสำนวนการสอบสวนของสน.ที่อยู่ในเขตอำนาจรวม 30 แห่ง อาทิ พญาไท ประเวศ โคกคาม สน.ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง บางส่วน กองตำรวจรถไฟบางส่วน ได้สั่งการให้ตรวจสอบสำนวนคดีลักษณะเดียวกันว่า มีสถานีตำรวจใด ส่งสำนวนเหมือนกับกรณีของนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา พนักงานเก็บขยะบ้าง เพื่อว่าเมื่อเกิดคดีจับกุมผู้กระทำผิด ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ฯ จะพิจารณาให้รอบครอบ รวมทั้งทบทวนว่าจะใช้มาตรการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเป็นคดีอาญาที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ อย่างไรก็ดีในส่วนคดีที่มีการพิพากษานายสุรัตน์ไปแล้ว ตนไม่ทราบจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านต่อสู้ในประเด็นว่าไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ เพียงใด ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ถ้าแม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ก็สามารถหยิบยกขึ้นมาอุทธรณ์ชั้นศาลสูงได้
“ จากที่ผมได้ศึกษา พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ ในเบื้องต้น ทราบว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดบทลงโทษปรับสูงถึง 1ล้านบาท จึงน่าจะเป็นไปได้ว่า ผู้ร่างกฎหมายเจตนาจะเอาผิดกับบริษัทผู้ผลิตงานภาพยนตร์ วัสดุโทรทัศน์ และวีดิทัศน์ ที่ลักลอบนำงานที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการของกระทรวงวัฒนธรรม โดยมุ่งลงโทษผู้ฝ่าฝืนให้หนัก ซึ่งไม่น่าจะเป็นกรณีอย่างนายสุรัตน์ ” นายกายสิทธิ์ ระบุ
ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ถูกร่างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ให้มีการตรวจสอบบรรดาผู้ประกอบการที่ผลิตงานภาพยนตร์ ว่า งานภาพยนตร์ชื้นนั้นๆ มีลักษณะเป็นงานที่มีการสอดแทรกสิ่งลามกอนาจาร หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ ดังนั้นมาตรา 38 จึงกำหนดให้ผู้ประกอบการ ส่งภาพยนตร์ไปให้คณะกรรมการตรวจ เมื่อตรวจแล้วก็จะมีตราประทับว่าสามารถจำหน่ายได้ แล้วผู้ที่เป็นผู้ค้ารับงานภาพยนตร์ไปจำหน่ายปลีก ก็ต้องได้รับอนุญาตด้วยเช่นกัน โดยต้องเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนด
“ ถ้าเป็นภาพยนตร์ข่าว หรือหนังสร้างดูกันเองส่วนตัว หรือหนังเกี่ยวกับส่วนราชการ หนังที่เข้าประกวดตามเทศกาลหนัง อย่างเทศกาลหนังนานาชาติ เหล่านี้ไม่ต้องขออนุญาต เว้นแต่จะเอามาจำหน่ายจะกลายเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการทันที ก็ต้องผ่านการอนุญาตก่อน ถ้าฝ่าฝืนก็ต้องปรับ 2แสน ถึง 1ล้านบาท ” นายวันชัยกล่าวย้ำ และว่า ตนอยากจะฝากไปยังตำรวจว่าในแง่ของกฎหมาย ขอให้ใช้ดุลยพินิจตรวจสอบว่าผู้ถูกจับ เป็นองค์ประกอบความผิดตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ ในชั้นสอบสวนที่เขารับสารภาพก็เพราะเป็นการตัดสินใจโดยลำพัง บนข้อสันนิษฐานว่า ทำผิดต้องรับผิด ถ้ากระบวนการยุติธรรมเอาจริงเอาจังในการตรวจสอบ คนอย่างนายสุรัตน์ไม่ควรประสบชะตากรรมแบบนี้
"รมต.สำนักนายกฯ"พาพนง.เก็บขยะกทม.ร้องสภาทนายฯ
ที่สภาทนายความ ถ.ราชดำเนิน เมื่อเวลา 14.00 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.สวัสดิ์ จำปาศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำ นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเป็นพนักงานเก็บขยะประจำเขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ที่ถูกศาลพิพากษาสั่งปรับ 133 , 400 บาท ตามความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 กรณีเก็บแผ่นซีดีเก่าจากกองขยะไปขายต่อในแผงตลาดนัด เข้าพบนายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือในการยื่นอุทธรณ์คดี
โดยนายองอาจ กล่าวว่า ที่ผ่านมานายสุรัตน์ มีนายณัฐวุฒิ บัวสาย ทำหน้าที่ทนายความช่วยเหลือด้านคดีให้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กระทั่งศาลอาญามีคำพิพากษาดังกล่าวตนจึงอยากให้ทางสภาทนายความให้ความช่วยเหลือในการยื่นอุทธรณ์คดี โดยนายสุรัตน์ และนายณัฐวุฒิ พร้อมที่จะให้ข้อมูลด้านคดี ซึ่งนายสุรัตน์ก็มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมถึงมีภาระที่ต้องดูแลลูกสาวทั้งสองคน คนโตป่วยเป็นโรคเนื้องอกที่ใบหน้า ส่วนคนเล็กป่วยเป็นเนื้องอกในโพรงจมูก จึงอยากให้สภาทนายความอนุเคราะห์ในเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางพาลูกสาวไปโรงพยาบาลเด็กก็มีรายจ่ายสูงสำหรับนายสุรัตน์แล้ว
ด้านนายณัฐวุฒิ บัวสาย ทนายความนายสุรัตน์ กล่าวว่า ครั้งแรกทราบเรื่องดังกล่าวจากนายสุรัตน์ ที่ถูกตำรวจดำเนินคดีก็ยังไม่เชื่อ จนเมื่อได้ลงพื้นที่จริงทราบว่านายสุรัตน์ เป็นพนักงานเก็บขยะจริง ซึ่งชั้นศาลก็ได้ต่อสู้ประเด็นที่ว่านายสุรัตน์ ไม่ได้ประกอบธุรกิจ เพียงแต่เก็บซีดีจากกองขยะไปจำหน่ายต่อโดยขณะนั้นภรรยาของนายสุรัตน์ก็ทั้งครรภ์จึงมีความจำเป็นต้องหารายได้เสริม ส่วนที่ปรากฏเป็นข่าวว่าหัวหน้าชุดจับกุมยืนยันว่าซีดีที่ยึดได้นั้นเป็นของใหม่ ตรงนี้ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะนายสุรัตน์ได้เห็นของกลางในวันที่ตรวจพยานหลักฐานต่อศาลซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าซีดีดังกล่าวไม่ใช่ซีดีที่นายสุรัตน์นำไปจำหน่าย ส่วนซีดีที่นายสุรัตน์ จำหน่ายนั้นบางแผ่นเปิดได้บ้างและไม่ได้บ้าง
ขณะที่นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ กล่าวยืนยัน สภาทนายความยินดีให้ความช่วยเหลือด้านคดี พร้อมจัดเตรียมทนายความให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการอุทธรณ์ต้องรอคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาศึกษาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อน
“ เข้าใจว่าการบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อดำเนินคดีกับร้านที่จำหน่ายอุปกรณ์และให้เช่า ที่เป็นการละเมิด จึงกำหนดโทษปรับในอัตราสูง ทำให้ผู้ใดที่ประสงค์จะค้าขายซีดีจะต้องขอใบอนุญาต แต่ไม่มีโทษจำคุก และมีวัตถุประสงค์คุ้มครองผู้สร้างภาพยนตร์เป็นหลัก ซึ่งความผิดที่นายสุรัตน์ ถูกสั่งปรับนั้น หากไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำ 200,000 บาทไว้ ศาลอาจลงโทษปรับต่ำกว่านี้ก็เป็นได้ แต่เมื่อมีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ศาลจึงต้องพิพากษาไปตามกฎหมาย ” นายกสภาทนายความกล่าวและว่า สภาทนายความตั้งคณะทำงานเพื่อทำคดีนี้ให้ดีที่สุด โดยอุทธรณ์จะเน้นให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของกฎหมาย การกรทำที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไร คงต้องรอดูว่าจะได้รับความเมตตาจากศาลอย่างไร ทั้งนี้ตนขอชื่นชมนายสุรัตน์ ที่ยอมรับในคำวินิจฉัยของศาล ไม่ได้โต้แย้ง และอาศัยช่องทางตามกระบวนการยุติธรรม รวมถึง นายณัฐวุฒิ ที่ใช้วิชาชีพทนายความให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
“จากตัวอย่างคดีนี้จะนำไปสู่การพิจารณาในหลายระดับ รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมาย ที่เหมือนใช้เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลมากกว่าที่จะคุ้มครองประชาชนหรือสังคม การบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาทั้งอัยการ และตำรวจ ต่างใช้ดุลพินิจให้ความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เช่นคดีลักซาลาเปา ที่เกิดจากความจำเป็น อัยการพิจารณาแล้วจึงสั่งไม่ฟ้องคดี ” นายกสภาทนายความระบุ
ด้านนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เมื่อทางสภาทนายความให้ความช่วยเหลือในการสู้คดี
ขณะที่พ.ต.อ.สวัสดิ์ จำปาศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีหนังสือเวียนไปยังผู้อำนวยการเขต ทั้ง 50 เขต ในพื้นที่กรุงเทพหมานคร เพื่อเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บขยะโดยมีมาตรการดังนี้ โดยให้สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเขต จัดประชุมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ขนเก็บมูลฝอย ระมัดระวังวัตถุอันตราย เช่น วัตถุระเบิด สารเคมี วัตถุมีพิษต่างๆ ในการเก็บขยะหากพบเห็นวัตถุดังกล่าว ให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อทราบ และพิจารณาเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประชาชน
นอกจากนี้ยังกำชับให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งของที่อาจมีลิขสิทธิ์ เช่น แผ่นซีดี ที่ไม่ให้นำไปจำหน่าย เพราะอาจฝ่าฝืนกฎหมาย เช่นกรณีที่เกิดขึ้น และให้เจ้าหน้าที่เก็บขนมูลฝอย ใส่ถุงมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ กรุงเทพมหานคร จัดหาให้ ในระหว่างการเก็บขยะมูลฝอยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและสุขภาพ โดยกำชับให้ดำเนินการโดยเคร่งครัด



