
ฝ่ายค้านจวกงบฯกระจุกตัวในพื้นที่ไม่กี่จังหวัด
พท.ประเดิมจวกงบกระจุกตัวในพื้นที่ไม่กี่จังหวัด แฉมีการขายงบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ด้านไตรรงค์ปรับลด-เพิ่มตามเป้าหมายดำเนินการ ด้านวรวัจน์ ชี้ตั้งฉายา งบรีดภาษีเพื่อหาเสียง ขณะที่ มาร์คโว ใช้เวลาปีครึ่งทำศก.ขยายตัว 10% สูงที่สุดของโลก
(18ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2554 โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2554 ได้อภิปรายสรุปการพิจารณาของกรรมาธิการว่า กมธ.ใช้เวลาพิจารณางบประมาณทั้งสิ้น 40 วัน
โดยได้พิจารณางบประมาณของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่น และกองทุนหมุนเวียนรวม 442 หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้รับงบประมาณ 14 หน่วยงาน ปรับลดงบประมาณลง 33,449 ล้านบาท โดยได้พิจารณาจากเป้าหมายการดำเนินงาน ผลการดำเนินการจริงโดยให้ความสำคัญกับการนำผลการใช้จ่ายจริงในปีงบประมาณที่ใช้จ่ายจริงมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ตลอดถึงความพร้อมในการดำเนินการ
โดยโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วโดยใช้จ่ายจากการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ หรือการปรับแผนการปฏิบัติงานหรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2553 โครงการที่มีเป้าหมายการดำเนินการไม่ชัดเจนมีความจำเป็นน้อย มีค่าใช้จ่ายไม่ประหยัด ได้ให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานให้เกิดความประหยัด โดยยังคงเป้าหมายเดิมไว้ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา และการวิจัย โครงการที่มีผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ และคาดว่าไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันในปีงบประมาณ 2554 หรือรายงานผูกพันงบประมาณเดิมที่ผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่กำหนดไว้
นายไตรรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายการงบประมาณที่ปรับลดได้เช่น การปรับราคาครุภัณฑ์บางประเภทลงมาตามราคาตลาดที่มีแนวโน้มลดลง โครงการที่สามารถใช้เม็ดเงินจากแหล่งเงินอื่นนอกจากวงเงินงบประมาณ เช่น เงินกู้ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เงินรายได้หรือเงินงบประมาณคงเหลือในหน่วยงานต่าง ๆ และเงินทุนหมุนเวียน
สำหรับการพิจารณาเพิ่มงบประมาณกมธ.ได้เพิ่มงบประมาณรายการต่าง ๆ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และรายการที่หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล และหน่วยงานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้เสนอขอแปรญัตติต่อกมธ.โดยตรง ในวงเงินเท่ากับวงเงินปรับลด รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 33,449 ล้านบาท โดยจำแนกได้ดังนี้ จัดสรรเพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ กองทุน จำนวน 22,682 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ด้านแหล่งน้ำ ด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ด้านการศึกษา
จัดสรรเพิ่มให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 1,223 ล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนวงเงินของจังหวัดและส่วนจังหวัด ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ จัดสรรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8,938 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นที่และรักษาการจัดสรรสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายสุทธิของรัฐบาลในอัตราร้อยละ 26.14 จัดสรรเพิ่มในหน่วยงานรัฐสภาจำนวน 604 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนหน่วยงานให้ดำเนินภาระกิจให้มีประสิทธิภาพ
ขอเรียนว่าการพิจารณารายละเอียดทั้งการปรับลดและการปรับเพิ่ม กมธ.ได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามกฎหมายตามข้อผูกพันและรายการที่จำเป็นเร่งด่วนมีประโยชน์ต่อประชาชน จำนวน 2,070,000 ล้านบาท ตามที่สภาได้ลงมติรับหลักการไว้
จากนั้นส.ส.พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายถึงรายละเอียดของงบประมาณว่ามีน้อยเกินไป โดยเฉพาะรายการในการปรับเพิ่มและปรับลด โดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าสิ่งที่กมธ.วิสามัญร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯควรทำแต่ไม่ทำ แต่ไปกองงบประมาณไว้ลอย ๆ ให้มีการแลกกันไปแลกกันมา ขายกันเป็นเปอร์เซ็นต์ในระหว่างการพิจารณางบ มีการวิ่งกันขวักไขว่ 10 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซนต์
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า งบในส่วนปกครองส่วนท้องถิ่นมีการกระจุกตัวจริง ตนมีเอกสารเปิดเผย แต่กระจุกอยู่ไม่กี่จังหวัด ซึ่งก็ต้องบอกว่านายไตรรงค์และกมธ.วิสามัญฯเก่งที่สามารถทำให้งบที่กระจุกตัวกระจายตัวได้ แต่ขอให้เอาเอกสารมาให้สาธารณะชนดูด้วยว่างบมันไม่ได้กระจุกตัวจริง ๆ ไม่เช่นนั้นจะแย่ เพราะหลายฝ่ายจำตามองอยู่
อย่างไรก็ตามนายชัยได้รีบสั่งเข้าสู่ระเบียบวาระทันทีเพราะเกรงว่าเรื่องจะไม่จบ จากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2554 เรียงตามมาตรา โดยพิจารณามาตรา 3 ยอดรวมจำนวน 2,070,000,000,000 บาท
โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า อยากสอนให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังเข้าใจ การทำงบแผ่นดินว่าอย่าทำแบบเด็กประถมที่ไม่ได้ใส่ใจ ตนจึงขอปรับลดงบแผ่นดิน 30 เปอร์เซ็นต์และกระทรวงการคลัง 30 เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เพราะทำงานกันไม่เป็น ตัวเลขมั่ว นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้สิ้นประชาชนก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้ผลเหมือนกับสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นเดียวกับความเป็นไปได้ยากของการทำรัฐสวัสดิการตามแนวคิดของรัฐบาลเพราะตอนนี้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้เพียง 16-18% ต่อจีดีพีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ต่างประเทศที่มีการทำรัฐสวัสดิการต้องมีฐานในการจัดเก็บภาษีถึง 50% ของจีดีพีถึงจะสามารถดำเนินการได้
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า 1 ปีที่ผ่านมามั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้สามารถเข้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของโลกได้อย่างดี ในปีนี้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวถึง 10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงประเทศหนึ่งของโลกอันมีผลมาจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น การส่งออก การท่องเที่ยว ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการก่อหนี้ของรัฐบาลยืนยันเป็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินการเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเงินดังกล่าวก็นำมาลงทุนในการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญให้ประชาชน เช่น ชลประทาน รถไฟ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น
“ภายหลังจากที่มีการกู้เงินนำมาลงทุนแล้วก็ได้ผลเป็นอย่างดีจนสามารถลดภาระการกู้เงินเพิ่มเติมได้ถึง 50% ถ้าจะมากล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้กู้เงินแล้วไม่มีประสิทธิภาพหรือมากเกินไป เพราะรัฐบาลนี้กู้เงินแค่เพียงครึ่งเดียวจากที่ประมาณไว้เดิม นายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็กู้ 7 แสนล้าน ก็ทำเหมือนกัน ซึ่งก็ทำได้ หากมันจำเป็น ทั้งหมดนี้ควรอยู่ที่ข้อเท็จจริง แล้วที่บอกว่าตอนนี้รัฐบาลจะทำรัฐสวัสดิการมันไม่ใช่ แต่ตนใช้คำว่ารัฐจะทำสวัสดิการให้กับประชาชน ที่พยายามดูหมิ่นดูแคลนแก้ไขปัญหา ท่านพูดอย่างนี้มาปีครึ่งแล้ว แล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริง สำหรับภาระหนี้สาธารณะรัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถบริหารไม่ให้หนี้สาธารณะสูงถึง 60% ต่อจีดีพี ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีทางถึงอย่างแน่นอนและคิดว่าภายใน 5 ปีประเทศไทยจะสามารถดำเนินการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลได้ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบให้กับประชาชนรัฐบาลชุดนี้คิดว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้ในระดับหนึ่งและไม่ได้เป็นลอกเลียนแบบนโยบายของพรรคไทยรักไทยตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา เพราะหากเป็นการลอกเลียนจริงทำไมประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดนี้ถึงดีกว่า เนื่องจากพบว่าภายหลังจากที่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนมาลงทะเบียนกับรัฐบาลแล้วจำนวน 1.2 ล้านคนสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาได้แล้ว 4 แสนคนและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนคน เทียบกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ มีการลงทะเบียน 1.7 ล้านคนแต่แก้ปัญหาได้เพียง 8 หมื่นคน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า การประมาณการรายได้ที่บอกว่าหลอกหลวงหรือไม่ ทำไมไม่ใช่ตัวเลขจริง อยากชี้แจงว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลกำหนดตัวเลขงบประมาณที่เหมาะสมคือรัฐบาลจะถามมาที่กระทรวงการคลังว่าจะจัดเก็บภาษีได้เท่าไหร่ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประมาณการ 1.65 ล้านล้านบาท หลังจากนั้นข้อเท็จจริงเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น การส่งออกดีขึ้น การบริโภคส่งออกดีขึ้น หน้าที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังก็ประมาณการตามข้อเท็จจริง และแนวโน้มในการจัดเก็บภาษีดีขึ้น ก็นำเสนอให้สภาฯรับทราบ ตนคิดว่าเป็นข่าวดีประชาชนทุกคนที่เราได้เห็นการจัดเก็บรายรัฐบาลดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น
รมว.คลังกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง ที่เบิกจ่ายไปแล้ว 26,000ล้านบาทนั้น ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเงินที่ใช้ไป 26,000 ล้านบาทคือโครงการที่จบไปแล้ว แต่จริง ๆ โครงการไทยเข้มแข็งมีการเบิกจ่ายไปแล้ว 200,000 กว่าล้าน ส่วนโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบนั้น ประเด็นนี้เป็นสำคัญที่ควรรับรู้ เพราะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชน โดยไม่ต้องเพิ่มเงินงบประมาณ แค่เราใช้ธนาคารของประชาชน มาเป็นประโยชน์ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน สิ้นเดือนมีนาคมปีที่แล้วมาถึงมีนาคมปีนี้ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจริง 8.5 % แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นแค่ 0.5 % และเรายังสามารถยกเลิกเงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้
“ปัญหาหนี้สาธารณะต่อจีดีพีล่าสุดพบว่าอยู่ที่ 42% เท่านั้นถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งในกรณีของไทยเมื่อมีการกู้เงินมาลงทุนแล้วก็ทำให้หนี้สาธารณะลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะเงินดังกล่าวเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องการแก้หนี้นอกระบบนั้นเป็นความต้องการของรัฐบาลที่ต้องการให้หนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพราะการทำแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนมีเงินเพิ่มมากขึ้นจากที่ไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมากขึ้นต่อไปซึ่งคาดว่ามีถึง 4 หมื่นล้านบาท ” นายกรณ์ กล่าว
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบประมาณครั้งนี้มีการตั้งหลายส่วนที่รั่ว ไม่โปร่งใส เม็ดเงินที่ปรับลดไปก็แค่ 4 หมื่นล้านหรือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วรัฐบาลก็ยังปรับเพิ่มเข้าไปอีก 2 หมื่นกว่าล้าน นอกจากนี้งบประมาณยังไปคนละทิศคนละทาง แล้วยังพยายามรีดภาษีจากประชาชนทุกอย่าง เพื่อให้เก็บภาษีได้ตรงตามเป้า จึงขอเรียกงบในปีนี้ว่าเป็น งบรีดภาษีเพื่อหาเสียง เพราะรีดภาษีทุกอย่างมาใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็น อย่างเช่นประกันโครงการรายได้เกษตรกร ที่ใช้งบประมาณถึง 54,000 ล้าน รัฐบาลนี้ไม่เข้าใจดีแต่เอาเงินมาแจก



