ข่าว

ผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ

ผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ

18 ส.ค. 2553

“...เกลียดตำรวจ...ต้องอ่านเล่มนี้” พล.ต.ท.อัมรินทร์ เนียมสกุล เขียนคำโปรยนี้ลงบนปกหนังสือชื่อตำรวจปริญญาเอกที่แปลมาจากงานเขียนของ จอร์จ เคิร์กแฮม ซึ่งดิฉันได้รับคำแนะนำจากนายตำรวจท่านหนึ่งให้อ่าน

เนื่องจากผู้แนะนำคิดว่าวิธีการทำความเข้าใจตำรวจ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อตำรวจก่อนที่จะศึกษาวิจัยวัฒนธรรมองค์กรตำรวจของดิฉันมีความสอดคล้องกับ เคิร์กแฮม ทัศนคติในเชิงลบที่มีต่อตำรวจของดิฉันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ หากแต่ซึมซับและก่อร่างเข้าสู่วิธีคิดจนทำให้ดิฉันเลือกที่จะอยู่ห่างๆ และหลีกเลี่ยงที่จะยุ่งเกี่ยวกับตำรวจ(หากไม่จำเป็น)

 จนกระทั่งบริบทการทำงานวิจัยของดิฉันในประเด็นความรุนแรงในสังคมแห่งความเสี่ยงในยุคสมัยใหม่ที่ปรากฏตัวในรูปแบบของอาชญากรรมทำให้ดิฉันไม่สามารถที่จะหลบหลีกการทำความเข้าใจการทำงานในโลกของตำรวจได้ เริ่มต้นจากการมองพฤติกรรมการทำงานของตำรวจแบบผิวเผินในรูปแบบของปรากฏการณ์ที่เห็นกันทั่วไปเฉกเช่นประชาชนคนอื่นๆ นำไปสู่ การทำงานวิจัยในเชิงลึก ทำให้ดิฉันเริ่มมององค์กรตำรวจด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปภายหลังจากเกิดความเข้าใจและสามารถอธิบายความเชื่อมโยงของปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนเห็นได้โดยทั่วกันและถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่มิชอบของตำรวจไทย

 “ตราบใดที่ประชาชนยังไม่เกิดความรู้สึกว่า องค์กรตำรวจเป็นของพวกเขา ไม่มีวันที่เราจะได้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีที่เป็นผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง” ดิฉันตอบคำถามคณะเจ้าหน้าที่สถานทูตของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับวิธีการสร้างศรัทธาและทัศนคติที่ดีต่อตำรวจ ดิฉันคิดว่าผู้นำตำรวจต้องสร้างพลังมวลชน ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของตำรวจ เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ เข้าใจปัญหาของตำรวจ ผ่านวิธีการเข้าให้ถึงประชาชนให้ได้ มิใช่รอให้ประชาชนเข้าถึงตำรวจ เพราะประชาชนมิใช่นักวิจัยอย่างดิฉันที่จะเดินเข้าไปทำความเข้าใจและศึกษาโลกของตำรวจ

 เมื่อตำรวจได้เสียงและศรัทธาจากประชาชนเป็นฐานพลังที่สำคัญนั่นแหละตำรวจจึงจะรอดพ้นจากการถูกครอบงำทางการเมือง ประชาชนจะทำหน้าที่เป็นปากเสียงในการปกป้ององค์กรตำรวจของพวกเขา ดังนั้นยุทธศาสตร์สำคัญของตำรวจไทยยุคปัจจุบันจึงควรเป็นยุทธศาสตร์ด้านมวลชน(ที่ถูกละเลยมานาน)  ดิฉันมิได้มองการกระทำที่มิชอบของตำรวจเป็นเพียงปัญหาในระดับพฤติกรรมบุคคล หากแต่วงการตำรวจไทยมีปัญหาทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับวัฒนธรรม และระดับโครงสร้างทางสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับระบบวัฒนธรรมและระบบสังคมอื่นๆ ที่แวดล้อมเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับองค์กรตำรวจ

 ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อรื้อและสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นใหม่จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่ต้องไม่ฉาบฉวย ซึ่งการที่องค์กรตำรวจจะบรรลุภารกิจนี้ได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาคการเมืองที่จะไม่แทรกแซงและแสดงเจตจำนงที่เป็นรูปธรรมในการที่จะให้การสนับสนุนการปฏิรูปองค์กรตำรวจอย่างแท้จริง เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาองค์กรตำรวจอยู่ในบหนึ่งปีที่ผ่านมาองค์กรตำรวจมียยุคปัจจุบันจึงควรเป็นยุทธศาสตร์ด้านมวลชน()รครอบงำทางการเมืองจและศึกษาโลกของตำรวจห้ถึงประชาชนให้สภาพขาดผู้นำ และตลอดทศวรรษที่ผ่านมาผู้นำตำรวจไทยล้วนถูกกระหน่ำจากกระแสอันเชี่ยวกรากของระบบอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่เกี่ยวพันแนบแน่นกับวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ

 อย่างไรก็ตาม ดิฉันในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ยังมีความหวังว่า ว่าที่ ผบ.ตร.คนที่ 7 พล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่นำพาองค์กรตำรวจไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในการทำงานเพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์โดยยึดประชาชนเป็นเป้าหมายในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พร้อมตั้งคำถามผ่านบทเพลงศรัทธาของหิน เหล็ก ไฟว่า “ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธา ไม่มีท้อ”

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข