
สุขุมพันธุ์ควักเงินส่วนตัวช่วยคนเก็บขยะถูกจับ
"อัยการ" เห็นใจคนเก็บขยะกทม. ถูกจับวางขายวีซีดีเก่าในตลาดนัด โดยไม่มีใบอนุญาต ขณะที่โฆษกศาลยุติธรรมระบุการตัดสินศาลพิจารณาโทษปรับต่ำสุดตามบทบัญญัติกฎหมาย ย้ำคำพิพากษาต้องพิจารณาหลักข้อกฎหมาย ใช้ดุลยพินิจอื่นตามกระแสสังคมไม่ได้ "นิพิฏฐ์เห็นใจคนขายซีดีข
(17ส.ค.) ว่าที่พ.ต. สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์กรณีนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งพนักงานเก็บขยะประจำเขตสะพานสูง กองรักษาความสะอาด กทม. ถูกจับกุมดำเนินคดีจนมีการพิพากษาปรับ เป็นเงิน 133,400 บาท ฐานจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ฯ ในแผงลอยตลาดนัด โดยไม่มีใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ว่า หากดูตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ มาตรา 38 ระบุ ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า จำหน่ายภาพยนตร์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 200,000 - 1 ล้านบาทนั้น
ในการจับกุมดำเนินคดีน่าจะต้องดูนิยามคำว่า “ผู้ประกอบการ” ควรจะหมายถึง ผู้ประกอบการเป็นกิจวัตร อาชีพประจำ เช่น เปิดร้านเป็นกิจจะลักษณะหรือไม่ ซึ่งคำนี้น่าจะถือว่าเป็นองค์ประกอบความผิด ดังนั้นการที่นายสุรัตน์ เป็นพนักงานเก็บขยะ หารายได้เสริมโดยปูเสื่อวางแผ่นหนังขาย ไม่น่าจะมีลักษณะเป็นผู้ประกอบการ ตามความหมายมาตรา38 นอกจากนี้ยังต้องดูเจตนาของผู้กระทำผิดด้วย เช่น หากรู้สำนึกในการกระทำ หรือกระทำโดยประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลอยู่แล้ว ถ้าหากเขาไม่มีเจตนาขายเป็นล่ำเป็นสันเพียงแต่หาเงินไปซื้อข้าวของเลี้ยงดูบุตร อย่างนี้จะเรียกว่ามีเจตนากระทำผิดหรือไม่ เมื่อเทียบกับคดีเด็กลักซาลาเปาภายในห้างค้าปลีก เมื่อ 10 ปีก่อน อัยการก็สั่งไม่ฟ้องเป็นบรรทัดฐานมาแล้ว อย่างไรก็ดี คดีดังกล่าวนายสุรัตน์ ยังมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะยื่นอุทธรณ์ - ฎีกาต่อไป
“ตำรวจเป็นด่านแรกในการกลั่นกรองคดี ไม่ให้คนต้องถูกลงโทษทางอาญาโดยไม่จำเป็น ไม่อย่างนั้นคนจนที่ไม่มีเคยคิดเป็นโจรอาจต้องมาติดคุก การจับกุมข้อหาหนัก ตำรวจน่าจะพิจารณาด้วยความระมัดระวัง” โฆษกสภาทนายความกล่าว
ด้านนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ได้ติดตามข่าวคดีนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้เรียกสำนวนมาดู ทั้งนี้เชื่อว่าที่ศาลมีคำพิพากษานั้น เป็นไปตามการบังคับบทบัญญัติกฎหมาย ที่สั่งปรับขั้นต่ำสุดแล้ว คือ 200,100 บาท และศาลพิจารณาลดโทษให้เหลือปรับ 133,400 บาท การที่ศาลจะมีคำพิพากษานั้นต้องพิจารณาไปตามข้อกฎหมาย จะใช้ดุลยพินิจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่เป็นไปในทางเดียวกับความรู้สึกของกระแสสังคม ขณะที่การตัดสินคดีเป็นดุลยพินิจของผู้พิพากษาแต่ละคน ส่วนคดีนี้จำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอลดโทษให้เบาลงก็ได้ ซึ่งผลจะเป็นอย่างไร ถือเป็นการใช้ดุลยพินิจของศาลสูง
ขณะที่นาย กายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวว่าตนรู้สึกเห็นใจนายสุรัตน์ ซึ่งน่าเสียดายที่จำเลยไม่ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม เข้ามาในระหว่างการพิจารณาสั่งคดีของอัยการ เพื่อพิจารณาว่าต้องเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติม ประเด็นว่าการที่นายสุรัตน์ มีอาชีพเป็นลูกจ้างกทม. เก็บขยะมาขาย จะเข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบกิจการจำหน่าย ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ความจริงกฎหมายออกมาบังคับใช้ 2 ปีแล้วแค่ตนทั่วไปไม่รู้ ดังนั้นหากคำนึงถึงสภาพของคนที่เก็บขยะอย่างนี้ต้องดูว่าเขาจะมีเจตนาพิเศษไปกระทำผิดตามกฎหมายนี้หรือไม่ อย่างไรก็ดีจากตัวอย่างคดีนี้อัยการจะทบทวนการวินิจฉัยสั่งคดีในแนวทางไม่ฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมาใช้อย่างเคร่งครัด เช่นคดีเด็กลักซาลาเปา 2 ลูกมาเลี้ยงน้องที่อดอยาก ที่อัยการเคยสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว
"นิพิฏฐ์”เห็นใจคนขายซีดีของเก่าเล็งลดโทษปรับผู้ค้ารายย่อย
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงกรณี นายสุรัตน์ มณีนพรัตนสุดา พนักงานเก็บขยะประจำเขตสะพานสูง สังกัดกองรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร ตกเป็นจำเลยและถูกศาลสั่งปรับจำนวนเงินกว่า 1 แสนบาท จากความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ จำพวกแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ เพราะนำวีซีดีของเก่าไปขายตลาดนัดข้างถนนแผ่นละ 20 บาท ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 โดยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งใช้อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551
อย่างไรก็ตามเฉพาะกรณีดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นความเมตตาของศาล เนื่องจากโทษปรับในคดีดังกล่าวกำหนดไว้ขั้นต่ำ 2 แสนบาท และสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ทั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจผู้ได้รับโทษ เพราะเชื่อว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ตามกรณีนี้น่าจะกลายเป็นจุดที่ทำให้สังคมโดยเฉพาะประชาชนทั่วไปได้รู้ว่าการทำสิ่งเหล่านี้ผิดกฎหมาย หรือหากจะขายซีดีจะต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ทั้งนี้นโยบายของตนในการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวคือการมุ่งเอาผิดไปยังกลุ่มธุรกิจหรือผู้ประกอบการรายใหญ่รวมถึงผู้ที่ทำการค้าขายในลักษณะอุตสาหกรรมโดยผิดกฎหมาย
“ผมได้พูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องหลายส่วนเห็นว่า ในกรณีของประชาชนทำความผิดลักษณะนี้แล้วได้รับโทษปรับหลักแสนบาทนั้น ถือว่าสูงเกินไปหรือไม่ เพราะถ้าโทษปรับ 2 แสนถึง 1 ล้านบาท หากเป็นผู้ประกอบการจะสามารถรับได้ อย่างไรก็ตามต่อกรณีนี้ผมอยากรอให้สาธารณชนได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันดูก่อนสักพัก หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็สามารถปรับแก้กฎหมายนี้ได้ในอนาคต เพราะขณะนี้กฎหมายเพิ่งใช้ได้ไม่นาน” รมว.วธ.กล่าว
นายสมชาย เสียงหลาย เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับมาแล้วกว่า 2 ปี โดยที่ผ่านมา สวช.ได้อนุโลมเพื่อให้เวลากับผู้ประกอบการในการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการฯ ตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ยังมีจำนวนผู้มาติดต่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการฯ น้อยมาก อย่างไรก็ตามการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวในปัจจุบันพบมากตามแผงลอยในตลาดนัดและในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีจำนวนมากและส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาต ดังนั้นตนอยากฝากให้ผู้ประกอบกิจการฯ มาดำเนินการยื่นขออนุญาตตามกฎหมายจาก สวช.
สุขุมพันธุ์พร้อมควักเงินส่วนตัวช่วยหนุ่มเก็บขยะถูกจับ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือว่าอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ตนคงไม่เข้าไปก้าวล่วงคำตัดสินของศาล อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.สวัสดิ์ จำปาศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.นำนายสุรัตน์ เดินทางไปพบสภาทนายความในวันพรุ่งนี้ (18 ส.ค.) เพื่อไปหารือและหาทางช่วยเหลือ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนได้สั่งการให้ว่าที่ ร.ต.สมสิทธิ์ คงธนสารสิทธิ์ ผอ.เขตสะพานสูง เข้าไปดูแลให้ความช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่จะทำได้ หากขัดสนอะไร กทม.ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทำเรื่องเสนอขึ้นมาได้ หาก กทม.ไม่มีงบประมาณตนก็พร้อมที่จะควักเงินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มที่



