
ฮุนเซนถกสุรินทร์เห็นไทย-เขมรขันติปมพระวิหาร
รัฐสภาลงมติห้ามเปิดเผยรายงานการประชุมลับไทย-กัมพูชา เกรงกระทบปท.เพื่อนบ้าน เพราะพาดพิงฮุนเซน ด้านพท.ชี้ระวังขัดรธน. ม. 190 เหตุไม่เปิดเผยต่อสาธารณะชน มาร์ค ยันลับแค่ประชุมรัฐสภา ไม่เกี่ยวกับกรอบการเจรจาฯ
(17ส.ค.) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญนิติบัญญัติ ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยที่ประชุมได้มีการพิจารณารายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่อง กรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชาและกลไกอื่นๆภายใต้กรอบนี้ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยนิติบัญญัติ) วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2551 ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเสร็จแล้ว
โดยนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมาธิการฯได้มีการพิจารณารายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่องกรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาฯ นั้น ทางคณะกรรมาธิการฯเห็นว่ารายงานดังกล่าวไม่ควรเปิดเผย เพราะเกรงว่าหากเปิดเผยจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมีการพาดพิงถึงสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นอกจากนี้รายงานการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา และคำชี้แจงของรัฐมนตรีอาจเป็นช่องทางให้ฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชาได้เปรียบเราได้
ด้านนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้รัฐสภาถอนการพิจารณาเรื่องนี้ไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าหากมีการพิจารณาเรื่องนี้แล้วจะมีการอภิปรายเลยไปถึงเรื่องเอ็มโอยู 2543 หรือไม่ ดังนั้นตนจะไม่ยอมที่จะให้ความเห็นเรื่องนี้ เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว อาจมีใช่ช่องทางนี้ในการใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นจึงควรจะถอนเรื่องนี้ออกไปก่อนไหม เพื่อแสวงหาความดีงาม ในเมื่อยังมีความเห็นที่แตกแยกกันอยู่ เพื่อให้รัฐบาลไปแสวงหาข้อเท็จจริงมาก่อน ก่อนที่จะนำรัฐสภาแห่งนี้เดินหน้าต่อไป
ขณะที่นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบแสดงว่าเราเห็นชอบโดยสมบูรณ์ แต่หากวันนี้เรายังยับยั้งไว้ สภาแห่งนี้ก็จะได้ช่วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ เพราะหากรับรองไปแล้วไม่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร เอ็มโอยู 2543 ดีไหมก็ยากที่จะรู้ ถ้าเป็นไปได้เราใช้กระบวนการทางรัฐสภาชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนดีหรือไม่ ในข้อบังคับการประชุมสภาฯเรื่องนี้ไม่ผ่านคณะกรรมาการกิจการสภาฯ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐสภาว่ายินดีจะเปิดเผยรายงานการประชุมลับเรื่องกอรบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาฯหรือไม่ ดังนั้นหากเรามีโอกาสของชะลอไว้ก่อน เพราะหากรับตามมาตรา 190 ก็เท่ากับเรารับรองผลการประชุมของเจบีซีโดยสมบูรณ์ เพื่อช่วยกันดูแลพื้นแผ่นดินไทยต่อไป
ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)กล่าวว่า กรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชานี้ รัฐสภาได้มีการประชุมพิจารณาไปตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2551 และรัฐสภาก็เป็นว่าควรประชุมลับ จากนั้นก็ได้ลงมติเห็นชอบกรอบการเจรจาฯดังกล่าว ดังนั้นขบวนการต่างๆจบไปแล้ว จากนั้นคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯก็ไปพิจารณาว่ารายงานการประชุมลับดังกล่าวควรเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯก็เห็นว่าไม่ควรเปิดเผย ก็เท่านั้นไมได้เกี่ยวกับเอ็มโอยู 2543 แต่อย่างใด ก็แค่นั้น จึงอยากให้ทำความเข้าใจ ไม่เช่นสังคมจะไม่เข้าใจคิดว่าเราจะพิจารณากรอบการเจรจาฯอีกหรือไม่
นายชัย กล่าวต่อว่า รู้สึกเราจะก้าวไปไกลตามข่าวเกินไป ทั้งที่ความจริง รัฐสภาได้อนุมัติให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปตรวจสอบรายงานการประชุมไปพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่องกรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาฯ เท่านั้น เขาก็ไปตรวจสอบมาเมื่อตรวจสอบเสร็จก็นำเข้ารัฐสภา ซึ่งตนจะไปถอนมติของรัฐสภาคงไม่ได้
จากนั้นที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบให้รายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่อง กรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา ตลอดแนว ในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นความลับ ด้วยคะแนนเสียง 348 ต่อ 25 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 14 เสียง
ต่อมาได้ลงมติเห็นชอบให้รายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่อง กรอบการเจรจาสำหรับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-ลาว ในคราวประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 4 (สมัยสามัญทั่วไป)วันอังคารที่ 24 และวันพุธที่ 25 มี.ค. 2552 ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นความลับ ด้วยคะแนน 344 ต่อ 22 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 17 เสียง
ต่อมา นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า เกรงว่ามติของคณะกรรมาธิการฯที่ให้ปิดรายงานการประชุมเป็นความลับ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสามและวรรคสี่ทีว่าต้องมีการเปิดเผยให้สังคมได้ทราบทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญทุกประการ และที่รัฐสภาลงมติให้เป็นความลับนั้นกรอบการเจรจราฯไม่ได้เป็นความลับ แต่ที่เป็นความลับนั้นเป็นสิ่งที่มีการอภิปรายกันในที่ประชุมร่วมรัฐสภาเท่านั้น
จากนั้นที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบรายงานผลการพิจารณารายงานการประชุมลับเรื่องร่างกรอบการเจรจาในกลไกของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(กทช.) ไทย-กัมพูชา ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญทั่วไป)วันจันทร์ที่ 27 เม.ย. 2552 ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นความลับ ด้วยคะแนน 324 ต่อ 48 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 16 เสียง
กมธ.ทหารตรวจพระวิหารวอนทุกฝ่ายปรองดอง
ที่ด่านชายแดนเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พล.อ. อัศวิน พันธุนิล ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการทหารสภาผู้แทนราษฎร และคณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่ทหาร ที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณชายแดนช่องเขาพระวิหาร ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปตรวจเยี่ยมกองกำลังบนผามออีแดง โดยมี พอ.เอกกฤตัชญ์ สรวมสิริ รองผู้บัญชาการ กองกำลังสุรนารี และคณะนายทหาร ให้การต้อนรับ
พล.อ.อัศวิน กล่วาว่า สถานการณ์ชายแดนยังเป็นไปด้วยดี เห็นว่าทุกฝ่ายต้องอลุ่มอล่วยกันและต้องสมานฉันท์ เศรษฐกิจในพื้นที่นี้จะได้ดีขึ้น "ชาวบ้านในแถบนี้ก็บอกว่ารู้จักกันดีกับชาวบ้านกัมพูชา แทบจะเป็นพี่น้องกัน การค้าในตลาดชายแดนปกติจะคึกคักมาก แต่วันนี้ไม่มีอะไรเหลือเลย ซบเซาไปหมด หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเพิ่มกำลังทหารเข้ามา" พล.อ.อัศวิน ระบุ
คปศ.ขีดเส้น"มาร์ค"สางพระวิหาร1เดือน
นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ (คปศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ เศรษฐกิจการค้า การลงทุนก็กำลังไปได้ด้วยดี จึงไม่อยากให้ประเด็นปัญหาข้อพิพาทชายแดนเขาพระวิหาร มาเป็นชนวนจุด ให้คนทั่วโลกมองว่าประเทศไทยมีปัญหาไม่จบสิ้น ดังนั้นตนจึงอยากฝากให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
“คปศ.ในฐานะคนในพื้นที่ซึ่งเฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลมาอย่างใกล้ชิด และช่วงนี้เห็นว่าประเทศกำลังสงบสุขดีแล้ว จึงไม่อยากเคลื่อนไหวเพื่อสร้างปัญหาขึ้นมาอีกแต่จะให้เวลารัฐบาลพิสูทธิ์ฝีมืออีก 1 เดือน ถ้าไม่มีความคืบหน้าก็อาจจะมีการเคลื่อนไหวทวงถามรัฐบาลถึงเหตุผลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้” นายทิวา กล่าวและว่า
อยากฝากไปถึงรัฐบาลอีกว่า คปศ.ยังยืนยันจุดยืนเดิมคือ จะไม่คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาต้องถอนกำลังทหารและชาวบ้านออกจากพื้นที่พิพาท และดำเนินการปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จ เหมือนที่เรายืนยันมาตลอด
สื่อเขมรตีข่าวทหารไทยจับ-ทุบตีสายลับ
หนังสือพิมพ์ พนมเปญ โพสต์ ฉบับวันอังคาร(17 ส.ค.)รายงานว่ทหารของไทยได้จับกุมและทุบตีแรงงานต่างถิ่นชาวกัมพูชาคนหนึ่งที่ฝ่ายไทยต้องสงสัยว่าเป็นสายลับขณะเข้าไปหาข่าวเกี่ยวกับที่ตั้งทางทหารของไทยในจังหวัดสระแก้ว ทั้งนี้นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กงสุลของกัมพูชาทราบชื่อชายผู้นี้ว่า นายยืน วุธ อายุ 46 ปี ถูกจับกุมตัวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินอยู่ใกล้กับฐานที่ตั้งทางทหารแห่งหนึ่งในสระแก้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น และฝ่ายไทยก็ยังไม่ได้แจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการ นอกจากสงสัยว่าเหตุใดจึงเข้าไปใกล้กับสถานที่ทางทหารและเจ้าหน้าที่กงสุลกัมพูชาคาดว่านายยืน วุธ จะได้รับการปล่อยตัวในวันนี้(17ส.ค.)
ทางด้านนายไล เทิน หัวหน้าสำนักงานความสัมพันธ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดปอยเปต กล่าวว่า นายยืน วุธ ถูกเจ้าหน้าที่ของไทยทุบตีหลังจากจับกุม และยืนยันว่ายังไม่มีการปล่อยตัว รายงานอ้างนายธานี ทองภักดี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของไทยที่กล่าวเมื่อวันจันทร์(16ส.ค.)ว่ายังไม่ได้รับทราบเรื่องการจับกุมชาวกัมพูชาคนดังกล่าว
การจับกุมนายยืน วุธ มีขึ้นภายหลังการควบคุมตัวชาวบ้านกัมพูชาสองคน ฐานต้องข้อสงสัยค้ายาเสพย์ติดต่างกรรมต่างวาระในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนได้รับการประกันตัวโดยที่ไม่ทราบชัดเจนว่าถูกจับด้วยข้อหาใดแน่
ฮุนเซนถกสุรินทร์เห็นไทย-เขมรอดทนปมพระวิหาร
ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์และสำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานการพบปะหารือระหว่างสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เมื่อค่ำวันที่ 16 สิงหาคมว่า บุคคลทั้งสองได้หารือกันนานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง และเห็นพ้องกันว่า ไทยและกัมพูชาต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในการจัดการกับความขัดแเย้งเรื่องพื้นที่ทับซ้อน และต้องรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ฉันท์มิตรและความร่วมมือต่างๆ ต่อไป โดยไม่กระทำการใดๆ อันจะทำให้ความตึงเครียดขยายวงมากยิ่งขึ้น
นายศรี ธำรง ที่ปรึกษาสมเด็จฯฮุน เซน ให้สัมภาษณ์ผลการหารือว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและนายสุรินทร์มีความเห็นร่วมกันถึงทางออกในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเน้นความจำเป็นที่จะต้องใช้ความอดทน หลีกเลี่ยงการปะทะด้วยอาวุธ รวมถึงการทำสงครามน้ำลายเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาโดยสันติวิธี ทั้งนี้กัมพูชายินดีที่รัฐบาลไทยจะนำเอาบันทึกการประชุมทั้ง 3 ฉบับของที่เจบีซีกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง
"เรารอคอยด้วยความอดทนในเรื่องนี้มานาน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใดเราจึงต้องการให้นานาชาติยื่นมือเข้ามาเพื่อหาทางยุติปัญหานี้ แต่ขณะนี้เราเห็นสัญญาณที่ดีหลังจากที่รัฐบาลไทยได้ผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง" นายศรี กล่าว



