ข่าว

ใครให้สิทธิ์นักการเมืองโกง

ใครให้สิทธิ์นักการเมืองโกง

17 ส.ค. 2553

รัฐบาลผสม นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนตกเป็นเหยื่อการแบล็กเมล์ของพรรคร่วมรัฐบาลไม่สิ้นสุด ในการต่อรองให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการต่างๆ เพื่อจัดสันปันส่วนผลประโยชน์สำหรับพรรค และพวกพ้อง สร้างความมั่งคั่งส่วนตัว โดย

 ไม่มีกลไกบ้านเมืองเข้าไปจัดการ เพราะเป็นการสมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายนั่นเอง ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่านักการเมืองมีสิทธิ์อะไรในการเข้ามากุมอำนาจรัฐ ทำตัวเหนือกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลซึ่งลงทุนตั้งพรรคการเมืองเพื่อช่วงชิงเก้าอี้ในสภา และหวังส่วนแบ่งจากเงินงบประมาณผ่านโครงการต่างๆ และเงินใต้โต๊ะ สินบนจากนักธุรกิจ ซึ่งโอดครวญว่ามีมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หรือสูงกว่านั้น

 ล่าสุด กรณีรถเมล์ 4,000 คัน เป้าหมายหนึ่งของพรรคภูมิใจไทยได้กลายเป็นประเด็นข่าวความขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากเกิดความล่าช้าในการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่พอใจ แสดงอาการแข็งขืน ข่มขู่ว่าอาจมีปัญหาในเสียงสนับสนุนรัฐบาล เมื่อต้องออกเสียงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ทั้งยังทวงบุญคุณว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเพราะนักการเมืองกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนขั้ว ตีจากพรรคการเมืองในเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้น ต้องตามใจ ไม่คัดค้านคำขอโครงการต่างๆ

 นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้พูดถึงกรณีปัญหาโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันที่กำลังเป็นปัญหาความขัดแย้งว่า ในการตรวจสอบโครงการนี้มุ่งในการศึกษาเพื่อลดปัญหาการขาดทุนของ ขสมก. ที่ผ่านมามีข้อครหาเกี่ยวกับความโปร่งใสในเรื่องของการเช่าและการไปจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อดูว่าการซื้อกับการเช่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน ต่อมาได้คำตอบว่าการเช่าน่าจะดีกว่า มีการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะที่กระจุกตัว มีการแข่งขันน้อย ขณะนี้แนวทางก็ชัดเจนว่าจะมีการกระจายสัญญา และรวมไปถึงการที่จะระบุว่าจะต้องประกอบรถในประเทศไทย

 ที่โครงการยังไม่ผ่านนี้เพราะต้องการความชัดเจนในบางเรื่อง เช่น การเอาระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ที่แม้จะประหยัดและนำไปสู่การลดการขาดทุนของ ขสมก. แต่ก็ต้องลดพนักงาน หรือการปรับระบบในเรื่องของการวิ่งรถ ยืนยันว่าก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการจะให้ความมั่นใจว่าเป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจและโปร่งใส โดยยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แต่ประชาชนมองว่าความขัดแย้งเป็นลีลา การต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โครงการนี้คงได้รับการอนุมัติแม้จะสร้างความสงสัยในการทุจริตอย่างชัดแจ้ง มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายว่าแพงเกินจริง และการซื้อน่าจะถูกกว่าการเช่า แต่พรรคภูมิใจไทยไม่ยอมให้ภาคประชาชนซักถามอย่างเปิดเผย อย่างโปร่งใส แต่พยายามผลักดันอย่างผิดธรรมชาติ และโครงการนี้จะเป็นบททดสอบบารมี ความเป็นผู้นำ และพลังต่อรองของนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์ของบ้านเมืองจริงหรือไม่