
อภิสิทธิ์เล็งเปิดแก้หนี้รอบ2เน้นครู-หนี้บัตรเครดิต
นายกฯเปิดงานแก้หนี้นอกระบบ เล็งเปิดลงทะเบียนรอบ 2 เน้นครู-หนี้บัตรเครดิต คลังดันโครงการบัตรลดหนี้ใช้กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หวังช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้เป็นหนี้นอกระบบ
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 ส.ค.-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการแถลงข่าวก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ ปลอดหนี้นอกระบบ และร่วมเปิดตัว “บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” ที่ลานอเนกประสงค์ชั้น 2 อาคารรวมหน่วยราชการด้านทิศเหนือ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ พร้อมกับร่วมเสวนาเรื่อง “ชีวิตใหม่ ปลอดหนี้นอกระบบกับนายกฯอภิสิทธิ์” และเป็นสักขีพยานในพิธีบันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคารของรัฐโครงการความร่วมมือการรับชำระเงินระหว่างธนาคารในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน(หนี้นอกระบบ)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในตอนหนึ่งของการ เสวนาเรื่อง “ ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบกับนายก อภิสิทธิ์ “ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาเรื่องหนี้สินยืดเยื้อและเรื้อรังมานาน ก่อนหน้านี้ประมาณ 5-6 ปี รัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาแต่เนื่องจากยังแก้ไม่ได้ทั้งระบบทำให้มีประชาชนส่วนหนึ่งไม่ยอมเชื่อ เพราะในข้อเท็จจริงแล้วเราก็ไม่มียาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ถ้าทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกัน รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่ก็ได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มีประชาชนส่วนใจเข้าร่วมในช่วงแรกประมาณ 1.2 ล้านคน และถอนตัวไปในช่วงเริ่มต้นประมาณ 4-5 แสนราย เหลือประมาณ 7 แสนราย ตกลงไม่ได้เหลือเพียง 6 แสนราย
แต่พอเข้ามาสู่การดำเนินการมีอีก 2 แสนรายที่ประสบปัญหาโดยข้อร้องเรียนส่วนใหญ่คือไม่มีคนค้ำประกัน หรือไม่มีหลักประกันในการดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลก็จะเดินหน้าในโครการนี้ต่อไป โดยจะไม่ยอมให้กลุ่มที่เข้ามาอยู่ในโครงการกลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ส่วนกลุ่มที่เหลือก็จะเร่งแก้ไขช่วยเหลือ และต้องเร่งดูแลในส่วนที่เหลือเช่น กลุ่มครู เกษตรกร และหนี้จากบัตรเครดิตด้วย แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเห็นใจฝ่ายของธนาคารที่รับภาระด้วยเพราะสิ่งที่ธนาคารกลัวที่สุดคือหนี้เสีย ดังนั้นผู้ที่เป็นลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชอบในการชำระหนี้เช่นกัน
“ถ้ามีรายได้แล้วรายจ่ายเพิ่มปัญหาหนี้สินมันก็ไม่จบสิ้น และถ้ามีเงินแล้วไม่ ทำงานก็ไม่มีรายได้ ดังนั้นต้องปลูกฝังทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะการปลดล็อคครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น”นายกฯ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า คาดว่าในสิ้นปีนี้รัฐบาลจะเปิดให้มีการลงทะเบียนในรอบที่ 2 คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 2 แสนราย และจะให้โจทย์กับกระทรวงการคลังไปเร่งแก้ปัญหาในส่วนของหนี้สินเกษตรกร หนี้เฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะครู รวมทั้งหนี้บัตรเครดิตด้วย
คลังดันโครงการ“บัตรลดหนี้”ใช้กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวในงาน “ก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตปลอดหนี้นอกระบบ” ว่า กระทรวงการคลังได้จัดโครงการโอนหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบของสถาบันการเงิน 6 แห่ง โดยมียอดรวมลูกนี้มาขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 1,183,333 คน ยอดหนี้ 122,672.19 ล้านบาท สามารถเจรจาประนอมหนี้สำเร็จ 602,803 ราย เจรจาไม่สำเร็จ 182,862 ราย และมีลูกหนี้ขอถอดตัวจากโครงการ 397,690 ราย ทั้งนี้ สถาบันการเงิน ชุมชน และธนาคาร ได้อนุมัติสินเชื่อให้กับลูกหนี้ในโครงการแล้ว 412,741 ราย และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกกว่า 75,000 ราย
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังจะมีโครงการช่วยเหลือไม่ให้ลูกหนี้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีกครั้ง ด้วยการออกบัตร บัตรลดหนี้ ให้กับสมาชิกผู้ร่วมโครงการที่มีวินัยในการชำระหนี้เงินกู้ โดยผู้ที่ผ่อนชำระตรงกำหนดทุกงวดเป็นเวลา 1 ปี ธนาคารจะมีเงินสำรองฉุกเฉินให้สามารถนำบัตรไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารที่ร่วมโครงการได้ครึ่งหนึ่งของยอดเงินกู้ที่ชำระแล้ว โดยสามารถกดเงินได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี ในส่วนของกระทรวงการคลัง ได้ประสานให้ธนาคารเตรียมวงเงินสำรอง เพื่อรองรับลูกหนี้ที่จะใช้บัตรลดหนี้จำนวนกว่า 20,000 ล้านบาท
นางประจวบ กรทอง เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ด ซึ่งเคยเป็นหนีนอกระบบ 250,000 บาท เปิดใจว่า ตนกู้เงินมาเลี้ยงเป็ดแต่มีปัญหาเป็ดตายยกเล้าถึง 3 ชุด ทำให้ต้องไปกู้เงินนอกระบบ แต่ก็ยังขาดทุนต่อมาเปลี่ยนอาชีพไปเลี้ยงหอยแครงแต่ก็ประสบภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จนต้องเข้าหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) และขอเข้าร่วมในโครงการโอนหนี้ จากนั้นได้ชำระเงินต้นให้เจ้านี้จำนวน 50,000 บาท และขอพักหนี้ส่วนที่เหลือ เพื่อผ่อนชำระกับธนาคารเสียดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน อย่างไรก็ตามอยากฝากให้รัฐบาลเข้าไปดูแล เพราะคนในหมู่บ้านของตนเป็นหนี้นอกระบบเกือบทั้งหมู่บ้านแต่หลายรายไม่กล้าเข้าโครงการเพราะกลัวเจ้าหนี้โหด
ด้านนางธนพร ทองดอนเหมือน แม้ค้าขายข้าวต้มโต้รุ่ง อ.ดำเนินสะดวก กล่าวว่า ตนเป็นหนี้นอกระบบเพราะต้องหยุดขายของหลังคลอดบุตร 2 เดือน ต่อมาลูกก็ตายทำให้เสียใจจนไม่กระจิตกระใจทำมาหากิน ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ กู้ครั้งแรก 10,000 บาท ได้รับเงินจริงแค่ 4,000 บาทเพราะเจ้าหนี้หักดอกเบี้ยล่วงหน้า จากนั้นก็กู้จนเป็นหนี้สะสมถึง 300,000 บาท ตนจึงเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความช่วยเหลือ จากนั้นธนาคารออมสินได้เข้ามาเจรจาเพื่อประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ 10 ราย สามารถลดยอดเงินกู้เหลือ 200,000 บาท และโอนหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ธนาคาร ผ่อนชำระเดือนละ 3,800 บาท เป็นเวลา 8 ปี ทำให้ชีวิตของตนดีขึ้นกว่าเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 2,000 บาท
ด้านนายธวัชชัย วัชรพฤกษาดี ลูกชายแม่ค้าขายดอกไม้สดย่านปากคลองตลาด กล่าวว่า ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าแม่เป็นหนี้นอกระบบจนกระทั่งแม่ป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ตนไปทำงานแทนจึงรู้ว่าแม่เป็นหนี้ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 15,000 บท จึงตัดสินใจพาแม้มาโอนหนี้เข้าระบบกับธนาคาร เอส เอ็ม อี โดยภายหลังการเจรจาลดหนี้ ครอบครัวของตนส่งเงินให้ธนาคารเดือนละ 4,000 บาท ต่อเนื่อง 5 ปีก็จะปลดหนี้ได้
ด้านนายดิเรก จิตณรงค์ เจ้าของกิจการขายเครื่องเซรามิก กล่าวว่า เดิมตนเป็นหนี้นอกระบบ 100,000 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือ โดยเงินกู้นำไปซื้อรถยนต์เพื่อใช้เป็นยานพาหนะไปสั่งซื้อเซรามิกจากโรงงานในจังหวัดลำปางมาจำหน่ายในจังหวัดพิจิตร แต่เมื่อโอนหนี้มายังธนาคารออมสิน ตนได้ลดดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 0.75 ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายในงานเปิดให้ลงทะเบียนโอนหนี้นอกระบบแต่ก็มีผู้สนใจมาลงทะเบียนจำนวนไม่มากนัก ขณะที่ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง ในส่วนของธนารในโครงการ อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลาม ได้เปิดบูทให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการโอนหนี้นอกระบบมาเปิดร้านให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการ อาทิ ร้านข้าวมันไก่ ร้านข้าวแกง ร้านรับปะยาง ร้านเย็บผ้า และร้านกาแฟ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเดินทางมาเป็นประธานเปิดตัวบัตรลดหนี้ของนายอภิสิทธิ์ที่ศูนย์ราชการฯ ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากมาตรึงกำลังอารักขา โดยรอบพื้นที่ทั้งในบริเวณโถงจัดงานชั้น 2 และกระจายกำลังทุกจุดตามทางเดินทั้ง 4 ทิศของอาคารศูนย์ราชการฯ นอกจากนี้ยังมีการปิดการจราจรบริเวณทางเข้าศูนย์ราชการฯฝั่งทิศตะวันออก โดยย้ายจุดจอดรถ รับ-ส่ง ไปบริเวณประตูทิศเหนือ ทำให้ข้าราชการและผู้มาติดต่อที่จะเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงานต้องเดินเท้าออกจากศูนย์ราชการ โดยหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่านักการเมืองไม่ควรสร้างความลำบากให้กับผู้อื่น หากเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัยก็ไม่ควรออกมาจัดงานนอกทำเนียบรัฐบาล



