
ครม.ขึ้นเงินเดือนขรก.กำหนดฐานใหม่เท่าเอกชน
ครม.อนุมัติขึ้นเงินเดือนข้าราชการ พร้อมไฟเขียวก.พ.กำหนดฐานเงินเดือนแรกเข้าของข้าราชการใหม่ ให้ใกล้เคียงเอกชน มีผลบังคับใช้ เม.ย. 54
(16ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.00 น. นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม. ได้เห็นชอบร่าง กฎ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน (ฉบับที่..) พ.ศ. ... ซึ่งในกฎดังกล่าว ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 50 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โดยกฎ ก.พ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ 1. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส หรือเทียบเท่าระดับ 7 - 8 ได้รับเงินเดือนไม่เกิน 37,830 บาท หรือ ที่ก.พ.กำหนด สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงนี้ ให้รับเงินเดือนตามที่รับอยู่
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า 2. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ หรือเทียบเท่าระดับ 10 - 11 ให้ได้รับเงินเดือนไม่เกิน 67,560 บาท หรือ ที่ก.พ.กำหนด สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่านี้ ให้รับเงินเดือนตามที่ได้รับอยู่ และ 3. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทสายงาน และระดับอื่นที่ ก.พ.กำหนดให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่ ก.พ.กำหนด
รองโฆษกสำนักนายกฯ แถลงด้วยว่า ครม. ได้เห็นชอบในหลักการเรื่องที่สำนักงาน ก.พ. เสนอให้มีการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อปรับฐานเงินเดือนของข้าราชการให้ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกับภาคเอกชน และดึงข้าราชการที่มีความสามารถให้ทำงานให้กับหน่วยงานราชการ ทั้งนี้นายศุภชัย เปิดเผยภายหลังว่าหลังจากนี้ ทาง ก.พ.ต้องไปกำหนดหลักเกณฑ์การปรับฐานะเงินเดือนแรกเข้าของข้าราชการ โดยจะนำหลักเกณฑ์ของภาคเอกชนเป็นหลัก และพิจารณาฐานเงินเดือนให้เหมาะสมกับบุคคล ความสามารถและวุฒิการศึกษา เบื้องต้นข้าราชการที่บรรจุใหม่จะไม่ได้รับเงินเดือนที่เท่ากัน เช่น ผู้ที่จบจากสถาบันในต่างประเทศ มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาจะได้รับเงินเดือนแรกเข้าสูงกว่าผู้ที่จบจากสถาบันในประเทศ ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาเป็นต้น ทั้งนี้อัตราเงินเดือนแรกเข้าที่ไม่เท่ากันดังกล่าว จะต้องมีความต่างไม่เกินร้อยละ 10
รองโฆษกสำนักนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับการพิจารณาฐานเงินเดือนแรกเข้า ทาง ก.พ.ได้กำหนดให้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ทุกๆ ปี ซึ่งในปีแรกของการปรับฐานเงินเดือนนั้น ก.พ.เป็นผู้กำหนด และหลังจากนั้นจะให้แต่ละหน่วยงานเป็นผู้พิจารณา สำหรับเป้าหมายการปรับฐานะเงินเดือนดังกล่าวได้ตั้งเป้าว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่อปรับฐานเงินเดือนแรกเข้าประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ส่วนการปรับฐานเงินเดือนดังกล่าวกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 54
ก.พ.ไฟเขียวให้ขรก.อายุเกิน60ทำงานต่อได้ถ้ามีความจำเป็น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ครม.อนุมัติปรับบัญชีเงินเดือนตามค่าครองชีพให้มีผลในเดือน เมษายน 2554 รวมทั้งมีการปรับระบบการให้เงินเดือนข้าราชการที่บรรจุเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มความยืดหยุ่นให้สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนที่สามารถจะเทียบเคียงกับ ภาคเอกชนได้ หลักคือมีการปรับขึ้นเงินเดือนแรกบรรจุ และยังเปิดโอกาสให้เงินเดือนแรกบรรจุเป็นช่วง แทนที่จะเป็นอัตราที่ตายตัว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกรณีของผู้ที่ซึ่งมีความสามารถพิเศษ มีประสบการณ์ หรือเข้ามาในตำแหน่งวิชาชีพที่มีความขาดแคลน จะสามารถได้เงินเดือนเริ่มต้นที่สูงกว่าเงินเดือนเริ่มต้นขั้นต่ำ
นายกฯ กล่าวว่า จะมีการออกประกาศของ ก.พ. ว่า กรณีของข้าราชการซึ่งอายุ 60 ปี และทางหน่วยราชการมีความจำเป็นให้ทำงานต่อในบางตำแหน่งซึ่งไม่ได้ กำหนดไว้เป็นการทั่วไป เช่น ในบางสาขาที่เรากำหนดเป็นการทั่วไปแล้ว ก็สามารถจะต่ออายุราชการได้ แต่ต้องเป็นกรณีซึ่งมีเหตุผลที่ชัดเจนว่ามีการขาดแคลนอย่างไร โดยขณะนี้มีบุคคลอยู่ประมาณ 20 รายที่ขออยู่ ทั้งนี้ เป็นหลักการว่านอกจากสาขาซึ่งเคยประกาศไปแล้ว อาจจะสามารถขอได้เป็นบุคคล แต่จะไม่ใช่ตำแหน่งบริหาร



