ข่าว

ไพบูลย์มองแนวปฏิรูปต้องสู่วิถีไทยน้ำพริกปลาทู

ไพบูลย์มองแนวปฏิรูปต้องสู่วิถีไทยน้ำพริกปลาทู

16 ส.ค. 2553

ผู้เชี่ยวชาญแก้ความขัดแย้งตปท. ชี้วิธีปราบปรามไมใช่หนทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ต้องใช้ความรัก ชี้ผู้มีส่วนได้เสียต้องร่วมแก้ปัญหา “ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ” มองการปฏิรูปตอนนี้เป็นเหมือน “เกาเหลาไม่งอก” ต้องกลับมาสู่วิถีไทยคือ “น้ำพริกปลาทู ” หรือ "ต้มยำกุ้

(16ส.ค.)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรได้ร่วมจัดงานเสวนา “ เราจะส่งมอบประเทศไทยแบบไหนให้ลูกหลาน ถอดบทเรียนการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในแอฟริกาใต้ โคลัมเบีย และที่อื่นๆ ” “Scenario to shape the future” โดย นายอดัม คาเฮน ผู้ที่มีประสบการณ์ในการร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศต่างๆเช่นแอฟริกาใต้ โคลัมเบีย และกัวเตมาลา

 นายอดัม กล่าวว่า การทำงานของตนนั้นเป็นความพยายามแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด ในวิธีที่สันติที่สุดได้อย่างไร โดยใช้ระบบห้องปฏิบัติการเพื่อความเปลี่ยนแปลง และการจำลองเหตุการณ์ล่วงหน้าเพื่อการคาดคะเน โดยตนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ที่แม้จะมีการให้ปลดปล่อย นายเนลสัน แมนเดลล่า ตั้งแต่ปี 2532 แต่กว่าจะปล่อยได้จริงๆก็ทำได้ในปี 2537 เพราะระหว่างนั้น เกิดกระบวนการต่างๆมากมาย และมีเหตุการณ์วุ่นวาย ตนจึงใช้กระบวนการแก้ปัญหาเรื่องการจำลองสถานการณดังกล่าวเข้ามาและเชิญกลุ่มภาคส่วนต่างๆเข้ามาทำงานอย่างหลากหลาย

 ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ นักการเมือง และ รัฐบาลคนผิวขาวในขณะนั้น ทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงาน โดยตั้งตัวอย่างเช่นให้กรณีรัฐบาลคนขาวเป็นนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดิน ไม่รับรู้ปัญหาแต่วันหนึ่งก็ต้องประสบปัญหาในที่สุด แต่หากมีรัฐบาลคนผิวดำมากก็จะกระทบต่อคนผิวขาว ซึ่งก็จะทำให้ดำเนินการอะไรไม่ได้ก็เหมือนกับเป็ดป่วย ที่ปีกหัก ขาหักบินไม่ได้ แต่หากเปลี่ยนถ่ายเร็วเกินไป การนำเงินคนรวยมาแจกคนจน อาจจะทำให้เข้มแข็งได้เร็ว แต่สุดท้ายก็จะไม่ยั่งยืน และจะเหมือน “ อีเครอส ” เทพปกรณัมของกรีกที่มีปีกติดด้วยกาว สุดท้ายปีกก็หลุดและตกลงมา ซึ่งเปรียบเหมือนการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน

 อย่างไรก็ตามสุดท้ายที่นาย เนลสัน แมนเดลล่า ทำสำเร็จคือทำให้ประเทศบินอย่างช้าๆ แต่มีกระบวนการการ เพราะขณะที่เกิดปัญหานั้นมีทางเลือกสองทางคือ คุกเข่าอ้อนวอนให้มีเทวดามาช่วย หรือ จะรอปาฏิหาริย์ที่เรียกว่าความร่วมมือของประชาชน แต่สุดท้ายก็ทำได้โดยการร่วมมือกัน

 นายอดัม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตัวอย่างในการแก้ปัญหาที่กัวเตมาลานั้นก็ได้ใช้ระบบสานเสวนา ที่มีฝ่ายต่างๆเข้ามาร่วมอย่างหลากหลาย เพื่อเปิดให้มีความรู้แความเข้าใจ และทำงานร่วมกัน และต้องมีการพัฒนาวิธีการรับมือเชิงสันติ คือการใช้ความรัก อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาต่างๆนั้นนอกจากจะมีความรักเพียงอย่างเดียวก็ต้องมีอำนาจด้วยเพื่อให้ขับดันเรื่องต่างๆให้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามหากเราใช้แต่อำนาจที่ไม่มีความรักก็จะมีแต่การกดขี่ ในอีกมุมหากมีความรักแต่ไม่มีอำนาจก็จะไม่ได้ผลอะไร

 นายอดัม กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยว่า ตนมาถึงประเทศไทยเพียงสี่วัน และคิดว่าไม่ใช่เวลาเพียงพอจะเข้าใจสถานการณ์ในเมืองไทยอย่างชัดแจ้ง คงไม่เหมาะที่จะวิเคราะห์หรือให้คำแนะนำทั้งหมด แต่จากประสบการณ์จากที่อื่นๆ ตนได้ตั้งข้อสังเกตและคาดว่าสถานการณ์ของประเทศไทยมีความซับซ้อนในหลายๆด้าน และเพิ่มพูนขึ้นมา จนถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเหลืองหรือแดง แต่เป็นเรื่องความหลากหลาย เราต้องเข้าใจเรื่องตัวปัญหา ซึ่งความขัดแย้งระดับนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้คุมกำลัง ผู้มีอำนาจหรือนักวิชาการมาแก้ปัญหาได้ง่ายๆ แต่ต้องให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา

 “วิธีแก้ไม่ใช่ใช้อำนาจหรือปราบปรามใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องพยายามสร้างสรรค์กระบวรการผ่านรัฐ โดยใช้ความรัก แต่ความรักก็ไม่ใช่แค่ยื่นดอกกุหลาบ แต่ต้องมีความรักเชิงสมานฉันท์ สร้างความเชื่อมโยง แจะบรรเทาประเด็นต่างๆได้ไมน้อย นอกจากนี้ยังตองสร้างเอกภาพ ยอมรับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ” นายอดัมกล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการบรรยายของนายอดัม นั้น ได้มีการจัดแถลง่าวเพื่อเปิดตัวหนังสือเรื่อง “ พลังรัก พลังอำนาจ ” ของนายอดัม ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ก ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการจัดความสมดุลระหว่างการใช้อำนาจและความรัก อย่างไรก็ตามในตอนท้ายนั้น นายอดัมก็ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าขณะนี้ประเทศไทยยังมีความไม่สมดุลระหว่างการใช้อำนาจกับความรัก กล่าวคือประเทศไทยใช้อำนาจมากกว่าความรัก แต่ทางแก้จะไม่ใช่การการลดอำนาจ แต่ต้องเป็นการเพิ่มความรักขึ้นมา เรื่องการแก้ปัญหาในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่คนไทยรู้กันอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็อาจจะจำเป็นต้องมาพูดเรื่องง่ายๆอีกครั้ง

 นายอดัม กล่าวต่อว่า ปัญหาของทุกวันนี้คือคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ทมากขึ้น จึงเป็นการยากที่จะทำให้การปิดกั้นการแสดงความเห็นอย่าเสรี และทำให้การสร้างความเชื่อมโยงแบบเก่าๆทำได้ยากยิ่งขึ้น

 ผู้สื่อข่าวถามถึงบทบาทของทหารในประเทศไทย โดยนายอดัมกล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าบทบาทของกองทัพเป็นอย่างไร แต่ตนอยากบอกว่า ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาด้วย

 เมื่อถามต่อว่ามั่นใจได้อย่างไรว่ารูปแบบที่เคยเจอมาจะแก้ปัญหาในประเทศไทยได้ นายอดัม กล่าวว่า การปรับใช้ต้องขึ้นอยู่กับคนไทย อย่างไรก็ตามตั้งแต่ตนมาถึงประเทศไทยและพบปะผู้คนจำนวนมาก โดยมากก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาเห็นด้วยเพื่อไม่ให้เสียมารยาทหรือไม่

 นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กรรมการสมัชชาปฏิรูป ซึ่งได้มาร่วมรับฟังในวันนี้ด้วยกล่าวว่า การจัดครั้งนี้ก็เหมือนกับมีด ที่เป็นอุปกรณ์จะนำไปใช้ได้ขนาดไหนก็ต้องขึ้นกับคนใช้ ซึ่งก็ต้องขึ้นกับวาเราจะนำวิธีการต่างๆมาประยุกต์ใช้อย่างไร ซึ่งขณะนี้เราก็มีคนที่ทำเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าคนที่จะจัดการจะเชิญใครมาร่วมหรือจะจัดเมื่อไหร่ ซึ่งแต่ละองค์กรก็ต้องช่วยกัน ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการเปิดพื้นที่ ให้คนที่เกี่ยวข้องทั้งที่เห็นด้วยและขัดแย้งมาพูดจา แต่การเปิดพื้นที่ต้องดูสถานการณ์ว่าเหมาะสมขนาดไหน และจะค่อยๆขยายวงอย่างไร

 นายไพบูลย์ กล่าวถึงแผนปรองดองห้าข้อของนายกรัฐบมนตรีว่า ยังไม่ใช่แนวทางตามที่ปรากฏเพราะ ยังเป็นการพูดข้างเดียวคิดข้างเดียว ไม่ได้พูดด้วยกัน ไม่ใช่ข้อตกลงร่วม แต่กระบวนการที่จะทำคือเป็นข้อตกลงร่วม เราควรมาช่วยกันคิดว่าประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไร ในอนาคต
 
 นายไพบูลย์ กล่าวว่า การสร้างภาพในอนาคตเช่นที่แอฟริกาใต้ทำนั้น มูลนิธิคลังสมองแห่งชาติก็เคยทำกรณีเช่นนี้แล้ว โดยแบ่งเป็นสามอย่าง คือ หากยังเป็นอย่างนี้ก็เปรียบเหมือนเกาเหลาไม่งอก หรือจะกลับสู่วิถีไทยก็เปรียบเป็นน้ำพริกปลาทู หรือจะปรับให้ร่วมกันอยู่กับต่างชาติก็จะเป็นต้มยำกุ้ง

 นายไพบูลย์ กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่าจากการสอถามจะพบว่า คนจะนึกถึงปัญหาเฉพาะหน้าเช่นปัญหาปากท้อง  น้ำท่วม เป็นหนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที้เห็นได้ง่าย แต่ปัญหาพื้นฐานเช่นเรื่องระบบ การกระจายอำนาจการคอร์รับชั่น คนก็จะคิดเป็นลำดับถัดไป และจากข้อเสนอที่ได้มาก็มีหลายอย่างทั้งเฉพาะหน้าและในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งทีคณะของน.พ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูปกำลังทำอยู่ว่าจะแก้ปัญหาอะไร