
อภิสิทธิ์หนุนตั้งกมธ.ร่วมศึกษาผลประชุมเจบีซี
นายกฯเห็นด้วยให้รัฐสภาตั้งกมธ.ร่วมศึกษาผลประชุมเจบีซี ชี้ถ้ายกปัญหาปราสาทพระวิหารเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาต้องประชุมลับ ยันยังไม่แจงอาเซียนหลังกัมพูชาร่อนส่งหนังสือร้องให้มาไกล่เกลี่ยเหตุอาเซียนเข้าใจไทยดี
เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 16 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารายงานผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี)ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ ซึ่งส.ว.เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาก่อนว่า ครม.ไม่ขัดข้องในเรื่องนี้ และตนได้ขอว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเจบีซีนั้นน่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อนที่จะให้ความเห็นชอบ
ต่อข้อถามที่ว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะนำปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารเข้าหารือในที่ประชุมร่วมรัฐสภาด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เข้าใจว่าที่ผ่านมาเราประชุมลับ และครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการประชุมลับ
ต่อข้อถามถึงกรณีที่กัมพูชาส่งหนังสือถึงอาเซียนและประเทศเวียดนามที่เป็นประธานอาเซียนเพื่อให้เข้ามาสะสางข้อพิพาทไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้กำหนดแนวทางในเรื่องนี้ โดยอะไรที่เห็นว่าควรที่มีการชี้แจงตอบโต้ก็ให้ดำเนินการ แต่อาจไม่ใช่ทุกกรณี ซึ่งจะดูถึงผลประโยชน์ของประเทศในเชิงการทำความเข้าใจ หรือจะใช้หรือไม่ใช้เวทีใด
เมื่อถามว่าดูเหมือนไทยตามหลังการเคลื่อนไหวของกัมพูชา แทนที่จะเดินหน้าการต่างประเทศในเชิงรุก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ใช่ แต่ปัญหาที่เกิดในตอนนี้ ต้องยอมรับว่ากัมพูชาเห็นว่ากระบวนการของเขาได้รับผลกระทบในเรื่องมรดกโลกจากการเลื่อนการพิจารณาในเรื่องนี้ไปเป็นปีหน้า ซึ่งเขาเห็นว่าเขาได้รับผลกระทบและเรื่องการเจรจาต่าง ๆ ที่เขาอาจเห็นว่ามันช้า เขาจึงกังวลว่าไทยจะใช้กำลังหรือไม่อย่างไร และอาจเป็นแนวทางที่เขาอาจต้องการทำให้เกิดภาพลักษณะเช่นนั้นอยู่แล้ว เขาก็ต้องเดินอย่างนั้น แต่เรามีหน้าที่ที่จะบอกว่าข้อเท็จจริงคืออะไร และเราได้ปูทางมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ตน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงวัฒนธรรมได้ปูทางแล้วว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องมรดกโลกนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นการชี้แจงในเรื่องนี้ถือว่าง่ายกว่าปีที่แล้วมาก
ต่อข้อถามที่ว่าประเมินหรือไม่ว่าทำไมกัมพูชาจึงดึงต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขามองว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาเป็นฝ่ายที่ทำความเข้าใจกับประชาคมโลกมากกว่าในเกือบทุกเวที เขาจึงมองว่าเขาได้เปรียบตรงนั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมีความรอบคอบในการดำเนินการในทุกเรื่องทุกขั้นตอนว่าเราได้รับความเข้าใจจากประชาคมโลกด้วย ส่วนการที่ไทยยังไม่มีการชี้แจงกับอาเซียนนั้น เพราะเห็นว่าอาเซียนมีความเข้าใจไทยดีพอ เมื่อถามต่อว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่ากัมพูชาจะใช้วิธียั่วยุให้เกิดการปะทะกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็ระวังอยู่เพื่อไม่ให้การดำเนินการอะไรไปเข้าทางเขา
ต่อข้อถามถึงข่าวที่ว่านายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ(ยูเอ็น) จะเดินทางมายังกัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบว่าเลขาธิการยูเอ็นจะเดินทางไปที่ใดบ้าง



