
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมฯ...ทำอะไรอยู่ ?
ผมได้รับเชิญพร้อมสื่อมวลชนอีก 4 คนคือ คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ คุณสุวิช สุทธิประภา คุณ ณ กาฬ เลาหะวิไลย และคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ให้ไปพูดเรื่อง บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ กับสื่อมวลชน ให้สมาชิกและคณะทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ ฟังเมื่อวันอังคารที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
หลังตอบรับคำเชิญ ผมต้องค้นข้อมูลเกี่ยวกับสภาที่ปรึกษาฯแห่งนี้อีกครั้ง จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินมาก่อน ก็จริงดังว่าเคยได้ยินชื่อสภาแห่งนี้ สมัยที่คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคนแรก ต่อมาก็ตอนที่อาจารย์โคทม อารียา เป็นประธานคนที่สอง
หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอีกเลย จนกระทั่งมีเสียงโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ โทรมาเชิญ จึงทราบว่า สภาแห่งนี้มีสมาชิกเป็นชุดที่ 3 แล้ว และสมาชิกชุดนี้เพิ่งจะตั้งหลักได้เต็มตัวหลังจากต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่น่าเผชิญ ผมขออนุญาตไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บนะครับ ด้วยเหตุนี้กระมัง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สภาที่ปรึกษาฯ จะออกปากเชิญสื่อสารมวลชนไป “ให้คำแนะนำ” ว่าทำอย่างไร ผลงานของสภาที่ปรึกษาฯ จะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน จนได้รับการเผยแพร่ไปยังชาวบ้านร้านตลาดและองค์กรอื่นๆ ของสังคม
ดูจากภาระหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ผมอดเป็นห่วงองค์กรนี้ไม่ได้จริงๆ ครับ คำว่า “สภาที่ปรึกษาฯ” บอกให้ทราบถึง “สถานะ” ขององค์กรนี้อยู่ในตัว คือกฎหมายกำหนดว่า “มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษาในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีขอคำปรึกษา ฯลฯ” ก็ตาม แต่ก็มิได้ข้อผูกมัดว่า เมื่อให้คำปรึกษาไปแล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องทำตามนี่ครับ ที่คือเรื่องน่าเป็นห่วงและเหนื่อยแทน
เท่าที่ผมค้นข้อมูลพบว่าผลงานของสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่แล้วๆ มามีมากมายหลายเรื่อง แต่ละเรื่องล้วนน่าสนใจทั้งนั้น เฉพาะในปี 2552 ซึ่งเป็นผลงานของสภาที่ปรึกษาฯ ชุดที่ 2 มีอยู่ด้วยกันถึง 68 เรื่อง แต่ละเรื่องล้วนมีความสำคัญต่อประชาชนทั้งสิ้น อาทิ การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังนิวเคลียร์ที่ผมเคยทักท้วงในคอลัมน์นี้ หรือการศึกษาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ ที่ผมเขียนถึงบ่อยๆ แต่ผลงานต่างๆ ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนสักเท่าใดนัก หรืออย่างล่าสุดเป็นผลงานของสภาที่ปรึกษาฯ ชุดปัจจุบันก็มีหลายเรื่อง แต่ที่ทันการณ์มีอยู่สองเรื่องคือ เรื่องโฉนดชุมชน กับเรื่องการบริหารจัดการปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ก็ปรากฏว่าไม่เคยเป็นข่าวให้เห็นอีกเช่นกัน
ผมให้แนะนำว่า คณะทำงานด้านสื่อของสภาที่ปรึกษาฯ ต้อง “รู้จัก” สื่อประเภทต่างๆ และ “เข้าให้ถึง” คนทำสื่อให้ได้ เช่นวิทยุมีกี่สถานี มีรายการคุยข่าวที่สถานีไหน เวลาเท่าไหร่ ใครเป็นคนจัด สื่อหนังสือพิมพ์ก็ต้องรู้ประเภทด้วยว่าฉบับไหนเน้นข่าวอะไร ชาวบ้าน การเมือง หรือเศรษฐกิจ เหมาะกับข่าวไหนของสภาที่ปรึกษาฯ หากรู้ว่า คอลัมน์ไหนใครดูแล ชื่อเสียงเรียงนามสะกดอย่างไรก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ไม่ใช่พอมีข่าวก็ใส่ซองส่งไปยังบรรณาธิการตะพึด บางแห่งบรรณาธิการเขาจ้างไว้สู้คดีก็มี ที่สำคัญวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการหาข่าวยาก หากส่งให้สื่อโอกาสที่จะได้ลงในวันจันทร์ก็มีค่อนข้างสูง ส่วนเพื่อนสื่อมวลชนคนอื่นๆ ก็แนะนำกันอย่างเต็มอกเต็มใจ เรียกว่าทุกคนที่ไปในวันนั้นเทหัวใจให้ หวังจะเห็นสภาที่ปรึกษาฯ แจ้งเกิดอีกครั้ง ว่างั้นเถอะ..
แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่สภาที่ปรึกษาฯ นั่นแหละครับว่าจะกำหนดบทบาทตัวเองอย่างไร จะเป็น “ฝ่ายรับ” อย่างนี้ หรือจะเป็น “ฝ่ายรุก” คือ พอมีกระแสอะไรปะทุขึ้นมาจะรีบ “หยิบจับ” มาเล่น หากจะรุกก็ต้องมีคนที่รับหน้าเสื่อ "เปิดเกม” ในการให้ข่าวโดยตรงเอาไว้ด้วย... ก็คงต้องปล้ำกันอย่างเต็มที่ครับ จึงจะดังระเบิดเถิดเทิงได้
ภาณุมาศ ทักษณา



