ข่าว

 ผวา "บาทแข็ง"ฉุดส่งออกชิ่งศก.ไทยชี้ปัจจัยเสี่ยงที่คุมยาก-แนะฟื้นในบ้านรับมือ

ผวา "บาทแข็ง"ฉุดส่งออกชิ่งศก.ไทยชี้ปัจจัยเสี่ยงที่คุมยาก-แนะฟื้นในบ้านรับมือ

16 ส.ค. 2553

การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคการส่งออกของไทยเริ่มกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยจะเติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จนเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยทดแทนรายได้จากการท่องเที่ยวที่

จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดทุน 2.การส่งออกของไทยเติบโตสูงมาก และ 3.เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น

 ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์และศูนย์วิจัยด้านเศรษฐกิจ ได้ออกมาระบุถึงความเสี่ยงว่า ในครึ่งปีหลังการส่งออกของไทยจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากครึ่งปีแรก เช่น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรปมีสัญญาณซึมตัว จึงอาจทำให้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังชะลอตัวการเติบโตเหลือเพียง 15% ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า จะต้องอาศัยปัจจัยอื่นเป็นตัวขับเคลื่อนมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุน

 สอดคล้องกับความเห็นของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ที่มองว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกในปีหน้าอย่างแน่นอน และถือเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของไทยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคตต้องปรับเปลี่ยน ลดการพึ่งพิงการส่งออกลง โดยเพิ่มน้ำหนักไปที่ปัจจัยภายในประเทศตัวอื่นๆ เช่น การลงทุน หากรัฐไม่รีบกระตุ้นให้มีการลงทุนและแก้ปัญหาในนิคมมาบตาพุดล่าช้า จะทำให้ประเทศไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ หรือในส่วนของการบริโภคก็ต้องทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น มีรายได้ที่ดี เพื่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ รองรับความเสี่ยงจากการส่งออกที่ไม่สามารถควบคุมได้

 ขณะที่นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังพึ่งการส่งออกในสัดส่วนที่สูง โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเป้าส่งออกปีนี้จากเติบโต 14% เป็น 20% ซึ่งกรมก็ได้ปรับบทบาทให้สอดคล้องตามไปด้วย แต่ก็ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาภาคส่งออกในระยะยาว ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมถึงการปรับทัศนะของผู้ประกอบการให้ขยายมิติทำตลาดเป็นตลาดอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

 "กรมต้องปรับแนวคิดและระบบการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดรับกับการขยายบทบาทของกรม ตามความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงด้านการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ให้ขยายเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนในด้านอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ เพื่อการขับเคลื่อนการส่งออกควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น" นางศรีรัตน์กล่าว

 ทั้งนี้ กรมจำเป็นต้องให้การสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการเจาะตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ และช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด รวมทั้งพัฒนาตลาดเพื่อให้สามารถทำการค้าหรือการส่งออกได้อย่างยั่งยืน การหาช่องทางธุรกิจในต่างประเทศในด้านใหม่ๆ รวมทั้งด้านธุรกิจบริการ การหาแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือต่อยอดในการผลิตสินค้าและบริการ