ข่าว

คลังตั้งทีมรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์เน้นประหยัดพลังงานหนุนฐานผลิต

คลังตั้งทีมรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์เน้นประหยัดพลังงานหนุนฐานผลิต

16 ส.ค. 2553

คลังเล็งตั้งกรรมการศึกษาภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบใหม่ตามมติ ครม. หลังมีเทคโนโลยีใหม่ๆในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พุ่งเป้าเน้นประหยัดพลังงาน พร้อมหนุนไทยเป็นฐานการผลิตจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น

 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอให้กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงสร้างภาษีในอุตสาหกรรมรถยนต์ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติก่อนหน้านี้ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาพัฒน์ และตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าไทย เพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมในทุกมิติ

 "การปรับปรุงโครงสร้างภาษีรถยนต์ เป็นไปตามมติ ครม.ที่ต้องการให้กรมไปดูภาพรวมของภาษีรถยนต์ใหม่ เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งจะเน้นพิจารณาในประเด็นการประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดเป็นหลัก" นายอารีพงศ์กล่าว

 ส่วนสาเหตุที่ต้องปรับโครงสร้างภาษี เพราะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงต้องพิจารณาว่าควรที่จะมีโครงสร้างภาษีรถยนต์อย่างไร เพื่อให้เกิดความเหมาะสม รวมทั้งกรณีที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากค่ายญี่ปุ่น กำลังพิจารณาเลือกฐานผลิตรถยนต์นั่งและประเทศไทยเป็นตัวเลือกหนึ่งนั้นกรมจะมาพิจารณาว่าจะมีมาตรการอย่างไร เพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นเลือกไทยเป็นฐานในการผลิต

 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า อัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปัจจุบันมีหลายอัตรา คิดตามประเภทและขนาดซีซี โดยอัตราภาษีรถยนต์นั่ง ที่มีขนาดซีซีไม่เกิน 2000 ซีซี และแรงม้าไม่เกิน 220 แรงม้า จะมีอัตราภาษีต่ำที่สุดในประเภทรถยนต์นั่ง คือคิดภาษีในอัตรา 30% ของมูลค่ารถยนต์ หากรถยนต์นั่งที่มีคุณสมบัติเกินกว่าที่ระบุ จะมีอัตราภาษี 50%

 ส่วนรถกระบะ ซึ่งกรมให้นิยามว่า เป็นรถเพื่อการค้าและการเกษตร มีอัตราภาษีต่ำเพียง 3% ภายหลังบริษัทผู้ผลิตรถกระบะได้สร้างสินค้าใหม่บนพื้นฐานของรถกระบะ เช่น รถกระบะดับเบิลแค็บ จึงทบทวนภาษีรถกระบะประเภทนี้ โดยคิดอัตรา 12% ซึ่งสูงกว่าภาษีรถกระบะปกติ และยังนำรถกระบะมาดัดแปลงเป็นรถอเนกประสงค์ ซึ่งคิดภาษี 20%

 ส่วนรถประหยัดพลังงาน ก็มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน โดยรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงผสมกับไฟฟ้า ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 3000 ซีซี ภาษีต่ำเพียง 10% ส่วนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอี 20 ได้ จะมีอัตราภาษีที่ 20% ส่วนรถยนต์อีโค คาร์ ซึ่งต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1300 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และไม่เกิน 1400 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และต้องมีอัตราการบริโภคน้ำมัน 5 ลิตร/100 กิโลเมตร เมื่อเข้าคุณสมบัตินี้ กรมจะจัดให้เป็นรถอีโค คาร์ คิดภาษี 17%