
"ประสาร"ตอบโจทย์บริหารธปท.ถึงเวลาทำงานเชิงรุก-สร้างสรรค์เครือข่าย
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีแม่ทัพคนใหม่ "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยลูกหม้อดั้งเดิมของวังบางขุนพรหม เข้าไปนั่งทำงานแทน "ธาริษา วัฒนเกส" ผู้ว่าการ ธปท. ที่จะครบวาระลงในวันที่ 30 กันยายนนี้ สื่อเครือเนชั่นมีโอกาสพูดคุ
"ปัจจุบันโจทย์การทำงานของ ธปท. มีเพิ่มขึ้น จากเดิมโจทย์หลักที่มุ่งเน้นคือดูแลให้การเติบโตของเศรษฐกิจสมดุลกับความมีเสถียรภาพ แต่ตอนนี้มีโจทย์ใหม่ในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ กรีน เข้ามาเพิ่มเติม และคนก็คาดหวังกับโจทย์ใหม่นี้ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้น ธปท.ไม่มีเครื่องมือในการเข้าไปดูแล เพราะนโยบายการเงินไม่มีสวิตช์ปิด-เปิดไม่มีท่อต่อตรงเข้าระบบ ทำได้แค่ทางอ้อมผ่านสถาบันการเงิน ดังนั้น ธปท.ต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นมากขึ้น ต้องสร้างสรรค์เครือข่ายและสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น" นายประสารกล่าว
วางแผนทำงานเชิงรุก-สร้างเครือข่าย
จากโจทย์ที่เพิ่มขึ้นและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น ธปท. ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น และประสานกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้มากขึ้น เนื่องจากหน่วยเหล่านี้ถือเป็นด่านหน้าในการดูแลเศรษฐกิจ แต่ ธปท.ก็ต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานเหล่านี้ทำงานไปโดยที่ ธปท.นั่งดูเฉยๆ อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เพราะหากด่านหน้ามีปัญหาในที่สุดก็ต้องลุกลามมาถึง ธปท. ที่เป็นด่านหลังอยู่ดี
“ถ้าปล่อยให้ด่านหน้าไม่ดี ด่านหลังก็แย่ เพราะเครื่องมือของ ธปท. ก็มีจำกัด แต่คนคาดหวังมาก ดังนั้น ถ้ามาจวนตัวก็ยุ่งเหมือนอย่างปี 2540 ซึ่งก็ยอมรับว่าหลังจากเกิดวิกฤติในปีนั้นแล้วคนก็ไม่ไว้ใจ ธปท. สักเท่าไร และความน่าเชื่อถือของ ธปท. กับในอดีตเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมานั้น แตกต่างกับปัจจุบัน ที่ธปท.ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่รู้จักตลาด หรือไม่เข้าถึง ก็เป็นเรื่องที่ต้องหาทางแก้ไข”
นายประสารยอมรับว่า ธปท.ในยุคสมัยที่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการนั้น ถือว่าเป็นยุคที่มีความพร้อมอย่างมาก ทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือ เรื่องการฝึกอบรมบุคลากร หรือแม้แต่สื่อมวลชนก็มีความรู้ด้านเศรษฐกิจแตกต่างจากปัจจุบัน โดยในยุค ดร.ป๋วย ธปท.ถือเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจ และบุคลากรที่ทำงานอยู่ใน ธปท. ก็ได้รับการยอมรับมีความน่าเชื่อถือ ขณะที่ปัจจุบันบุคลากรของภาคเอกชนกลับมีบทบาทและได้การยอมรับในเรื่องการวิเคราะห์เศรษฐกิจมากกว่า อีกทั้งข้อมูลต่างๆ ด้านเศรษฐกิจของ ธปท. ก็ไม่ได้ดีกว่าของภาคเอกชน และสื่อก็เปิดกว้างมากขึ้น มีการนำข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาเขียนเยอะขึ้น
นอกจากนี้ วัฒนธรรมดั้งเดิมในองค์กรของ ธปท. ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยน หาทางให้มีการพัฒนาคนที่มีความสามารถมากขึ้น เพราะปัจจุบันการที่พนักงานของ ธปท.จะออกมาหาประสบการณ์เพิ่มเติมจากองค์กรข้างนอกค่อนข้างมีความเสี่ยงในการกลับเข้าไปทำงานให้องค์กรเหมือนเดิม เช่น บางกรณีแลกเปลี่ยนออกมาทำงานองค์กรอื่นได้ไม่เท่าไร ก็ต้องกลับไป ติดปัญหาหรือตำแหน่ง หากไม่กลับไปก็อาจจะไม่ได้กลับไปเลยก็มี ส่วนระบบเงินเดือนโดยรวมมองว่ายังไม่มีปัญหา ผลตอบแทนใกล้เคียงกับหลายองค์กร
ก.ม.ช่วยลดแรงเสียดทานการเมือง
นายประสารกล่าวถึงแรงกดดันทางการเมืองต่อการเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ว่า โชคดีที่ปัจจุบันมีกฎหมายเข้ามาช่วยคือ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2551 มาสร้างระบบลดแรงเสียดทานได้พอสมควร ทำให้ผู้ว่าการ ธปท. ลดการเผชิญหน้ากับการเมือง เพราะอำนาจในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ใช่แค่การตัดสินใจของผู้ว่าการ ธปท. เพียงคนเดียว มีการทำงานกันเป็นระบบ ก่อนตัดสินใจก็มีการประชุมวิเคราะห์ข้อมูลกันเป็นเรื่องเป็นราวมีการแถลงข่าว สร้างระบบที่โปร่งใส และมีการนำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ คือเป้าหมายเงินเฟ้อ ทั้งนี้ จุดดีของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. นำมาใช้ เพราะทำให้มีกรอบชัดเจน สร้างบอดี้ ทำให้ระบบโปร่งใส มีเครื่องมือติดตามได้ จึงมีการใช้ต่อเนื่องกันมากว่า 10 ปี แม้จะจุดอ่อนอยู่บ้าง
“ช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ การเมืองระดับบนเข้ามายุ่งกับระดับนี้มากขึ้น เช่น การแต่งตั้งคน หรือการชี้นำแนวนโยบาย อย่างสภาพัฒน์เดี๋ยวนี้ก็ถูกชี้นำ ซึ่งในส่วนของผมเองก็คงไม่เข้าไปยุ่งกับการเมืองอยู่แล้ว และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งกับเราด้วยเหมือนกัน แม้ตอนนี้จะมีคนออกมาทำให้มันเกี่ยวกันอยู่บ้าง”
นายประสารเล่าถึงการตัดสินใจเข้าสมัครผู้ว่าการ ธปท. ว่า เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อไปเขียนใบสมัครคณะกรรมการก็ให้เขียนวิสัยทัศน์ มีโจทย์ใหญ่ 4 เรื่องที่ต้องนำเสนอ ถือเป็นขั้นตอนแรก จากนั้นในขั้นที่สองเป็นคำถามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีโจทย์มา 6 คำถาม ให้เวลา 1 สัปดาห์ก่อนที่จะไปนำเสนอ ซึ่งในชุดแรกก็เป็นคำถามเรื่อง เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน การบริหารองค์กร ส่วนในรอบที่สองเป็นโจทย์เชิงนโยบาย
เมื่อถูกถามถึงบทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไปจากการนั่งเก้าอี้บริหารงานในธนาคารพาณิชย์มาเป็นผู้กำกับดูแล นายประสารตอบว่า การทำงานทั้ง 2 บทบาทมีทั้งความเหมือนและความต่าง เช่น เมื่อทำงานกับเอกชนก็ต้องให้น้ำหนักกับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก แต่เมื่อมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท. น้ำหนักก็ต้องเทไปในเรื่องของสังคมหรือส่วนรวมมากกว่า อย่างเรื่องของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) เป็นปัญหาเรียกร้องความเป็นธรรมกันอยู่ ก็ต้องไปดูเป็นโจทย์ที่ท้าทายอีกแบบหนึ่ง
แนวโน้มศก.ไทยต้องลดพึ่งส่งออก
นายประสารกล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า ต้องดูผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกว่ากระทบทางตรง-ทางอ้อมอย่างไร เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทิศทางค่าเงินเอเชียแข็งขึ้น เงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะกระทบการส่งออก แม้ปีนี้การส่งออกของไทยดี ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี แต่ปีหน้าต้องระวัง เพราะการส่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้น จะพึ่งการส่งออกตลอดไปไม่ได้ จึงต้องดูปัจจัยตัวอื่น เช่น การลงทุน หากรัฐไม่รีบกระตุ้นให้มีการลงทุนและแก้ปัญหาในนิคมมาบตาพุดล่าช้า จะทำให้ประเทศไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ หรือในส่วนของการบริโภคก็ต้องทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น มีรายได้ที่ดี เพื่อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ รองรับความเสี่ยงจากการส่งออกที่ไม่สามารถควบคุมได้
อย่างไรก็ตาม มองว่าขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแล้ว จากการที่รัฐบาลอัดฉีดเงินและงัดมาตรการต่างๆ ทุ่มเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟื้นขึ้นมาได้แล้ว ก็คงไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจดิ่งลงอีก แต่ยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐครั้งนี้ จะเป็นแผลเป็นที่ต้องจดจำและชดใช้ไปอีกยาวนาน เพราะมีการนำเงินในอนาคตมาใช้จำนวนมาก เช่น การที่ธนาคารกลางสหรัฐเข้าไปพันธบัตรรัฐบาลเสียเอง ซึ่งเท่ากับว่าให้รัฐบาลกู้เงิน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำกัน หรือธนาคารกลางนำเงินไปซื้อตราสารของเอกชน ก็เท่ากับให้เอกชนกู้ โดยสิ่งเหล่านี้สหรัฐทำได้ เพราะการเมืองของเขาเข้มแข็ง และนักการเมืองก็เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น



