ข่าว

สำรวจจุดยืนการเมืองพบพลังเงียบพุ่ง61.8%

สำรวจจุดยืนการเมืองพบพลังเงียบพุ่ง61.8%

15 ส.ค. 2553

เอแบคโพลล์ ชี้จุดยืนทางการเมืองของกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 21.2 ระบุจุดยืนทางการเมืองของตนคือสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในขณะที่ร้อยละ 17.0 ระบุไม่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างส่วนใหญ่คือร้อยละ 61.8 ไม่อยู่ฝ่ายใด (พลังเงียบ)

(15ส.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและฐานสนับสนุนทางการเมือง กรณีศึกษาผู้มีสิทธิเลือกตั้งและกลุ่มนิวเจนที่จะมีสิทธิในอีก 3 ปีข้างหน้าใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี  ชลบุรี  นครราชสีมา   อุดรธานี  กาฬสินธุ์  เชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  นครสวรรค์  ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต และสงขลา  จำนวนทั้งสิ้น  2,250 ตัวอย่าง  ดำเนินโครงการระหว่างเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2553 ผลการสำรวจพบว่า

ประชาชนที่ถูกศึกษาร้อยละ 42.0 คิดว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจ ร้อยละ 38.8 ระบุไม่แน่ใจและมีเพียงร้อยละ 19.2 ที่ไม่คิดเช่นนั้น เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อการทุจริตคอรัปชั่นในการทำธุรกิจจำแนกตามอาชีพ พบว่า พนักงานบริษัท ร้อยละ 51.4 คิดว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ข้าราชการ ร้อยละ 26.6 ไม่คิดว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา
พิจารณาจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 21.2 ระบุจุดยืนทางการเมืองของตนคือสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน  ในขณะที่ร้อยละ 17.0 ระบุไม่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างส่วนใหญ่คือร้อยละ 61.8 ไม่อยู่ฝ่ายใด (พลังเงียบ)

เมื่อจำแนกจุดยืนทางการเมืองของตนเองในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันตามระดับการศึกษา พบว่า คนที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 41.7 ระบุสนับสนุนรัฐบาล ปริญญาตรี ร้อยละ 30.9 ในขณะที่คนที่สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีเพียงร้อยละ 19.5 เท่านั้นที่ระบุสนับสนุนรัฐบาล
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อจำแนกจุดยืนทางการเมืองของตนเองในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันตามที่พักอาศัย พบว่า คนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีเพียงร้อยละ 13.0 เท่านั้นที่ระบุสนับสนุนรัฐบาล นอกเขตเทศบาล ร้อยละ 17.0 และในขณะคนที่พักอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล ร้อยละ 28.6 ระบุสนับสนุนรัฐบาล

เมื่อสอบถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือก ส.ส.แบบสัดสัดส่วนถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง จำแนกตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี และอายุ 25 ปีขึ้นไปตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 45.1 และร้อยละ 47.5 ตามลำดับ และเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปี และอายุ 25 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 42.7 และร้อยละ 40.6 ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์

ผ.อ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลวิจัยชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ทัศนคติยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นยังเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงเหมือนเดิมในทุกสาขาอาชีพ และเห็นได้ชัดเจนเช่นกันว่าการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในฐานสนับสนุนทางการเมือง คนในเขตเทศบาลยังคงเป็นฐานสำคัญของรัฐบาลส่วนคนที่อยู่นอกเขตเทศบาลก็ยังให้การสนับสนุนที่ก้ำกึ่งกันทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งถ้าเลือกตั้งกันในช่วงนี้ ผลการเลือกตั้งไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเท่าใดนัก คือมีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคและตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ใครได้เป็นรัฐบาลหรือไม่อยู่ที่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก นั่นหมายความว่า ถ้าฝ่ายการเมืองไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นยังคงเหมือนเดิม ภาคประชาสังคมที่หมายถึง ภาคประชาชน ข้าราชการ นักการเมืองและภาคธุรกิจอ่อนแอ ผลที่ตามมาคือ ประเทศไทยก็จะ “วน” อยู่ที่เดิมหรือจะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยสมมติฐานนี้ฝ่ายการเมืองอาจจะออกมาบอกว่า ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นต้องใช้ “เวลา” นั่นหมายความว่า “เวลา” กำลังตกเป็น “แพะรับบาป” แต่ความทุกข์ยากเดือดร้อนจะตกอยู่กับ “ประชาชน” ส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น ทางออกคือ รัฐบาลต้องวางกำลังคนที่ดีและกล้าทำเอาจริงเอาจังและมีเครือข่ายที่เข้มแข็งกับภาคประชาสังคมทำงานนำ “ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น” มาเป็นวาระแห่งชาติและประกาศสงครามเต็มรูปแบบกับการทุจริตคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่องในทุกรัฐบาล

ลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 53.6 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 46.4 เป็นเพศชาย ตัวอย่างร้อยละ 15.6 อายุระหว่าง 15-24 ปี ร้อยละ 29.1 อายุระหว่าง 25-35  ปี ร้อยละ 24.4 อายุระหว่าง 36-45 ปี และร้อยละ 30.9 ระบุอายุ 46-60 ปี  ตัวอย่างร้อยละ 86.1 ระบุสำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 13.4 ระบุสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 0.5 ระบุสำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 4.6 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ  ร้อยละ  10.5 ระบุอาชีพพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน  ร้อยละ 38.5 ระบุพ่อค้า/นักธุรกิจ ร้อยละ 6.8 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 29.3 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 7.5 ระบุเป็น แม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 2.8 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ   ตัวอย่างร้อยละ 82.3 ระบุมีรายได้ส่วนตัวไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ร้อยละ 17.7 ระบุมีรายได้ส่วนตัวมากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน