ข่าว

เชลซีแรงยิงครึ่งโหล'ดร็อก'แฮตทริกเรือใบบุกเจ๊าไก่

เชลซีแรงยิงครึ่งโหล'ดร็อก'แฮตทริกเรือใบบุกเจ๊าไก่

15 ส.ค. 2553

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี แชมป์เก่าพรีเมียร์ลีก เปิดฤดูกาลใหม่ ด้วยการขึ้นนำจ่าฝูงทันที เมื่อสอนเชิง "เดอะ แบ็กกี้" เวสต์บรอมวิช 6-0 โดย ดิดิเยร์ ดร็อกบา ตะบัน "แฮตทริก" ตั้งแต่เกมแรก ส่วน "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ บุกไปยันเสมอ "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส 0-0 ขณ

ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเปิดฤดูกาลแข่งขัน 2010-2011 คืนวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา เชลซี แชมป์เก่า เปิดสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของตัวเอง ต้อนรับ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ที่เพิ่งได้เลื่อนชั้นกลับคืนลีกสูงสุดของประเทศ ในฐานะรองแชมป์ลีก แชมเปี้ยนชิพ และมี โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ อดีตมิดฟิลด์ตัวกลางเชลซี ชุดแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย (1997, 2000) เป็นผู้จัดการทีม

 แต่เมื่อ มาร์ค คลัทเทนเบิร์ก ผู้ตัดสิน เป่านกหวีดเริ่มเกม "สิงโตน้ำเงินคราม" ก็สั่งสอนน้องใหม่หน้าเก่าทันที เมื่อ ฟลอรองต์ มาลูดา ยิงให้เชลซี ขึ้นนำ 1-0 นาที 6 และหากนับเฉพาะ 8 คู่แรกในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ประตูของปีกชาวฝรั่งเศสผู้นี้ กลายเป็นประตูแรกของพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ทันที ก่อนที่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา จะมายิงฟรีคิกให้ เชลซี นำห่าง 2-0 นาที 45 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ดังกล่าว

 เริ่มครึ่งหลัง "ดร็อก" ก็ยิงประตูที่ 2 ให้ตัวเอง และช่วยให้ เชลซี นำ 3-0 นาที 55 แต่ "สิงห์บลู" ก็ยังไม่เบาเครื่องมาบวกสกอร์เพิ่มได้อีกจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด นาที 63 แต่พระเอกในเกมนี้ตกไปอยู่ที่ ดร็อกบา เมื่อดาวยิงไอเวอรี โคสต์ ซัดบอลแฉลบ กาเบรียล ทามาส เซ็นเตอร์แบ็กทีมเยือน นาที 68 ช่วยให้ เชลซี นำ 5-0 พร้อมกับการยิง "แฮตทริก" ตั้งแต่นัดเปิดฤดูกาลของ ดร็อกบา

 แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อ มาลูดา มายิงประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ได้อีก ช่วยให้ เชลซี นำ 6-0 นาที 90 และชนะไปด้วยสกอร์เดียวกันนี้ พร้อมกับการขึ้นนำเป็นจ่าฝูงตั้งแต่วันแรกของซีซั่นใหม่

 ขณะที่ ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ที่แทรกเข้ามาอยู่ในกลุ่ม 4 อันดับแรก พื้นที่สโมสรยุโรป ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สำเร็จ เมื่อซีซั่นก่อน เปิดสนามไวท์ ฮาร์ท เลน ต้อนรับ แมนฯ ซิตี้ คู่ต่อสู้ที่ช่วงชิงพื้น "ท็อปโฟร์" เมื่อฤดูกาลก่อนตั้งแต่นัดแรกทันที โดยจบเกมลงเอยด้วยการเสมอกัน 0-0 แบ่งไปทีมละแต้ม

 ด้าน แบล็คพูล ที่เพิ่งได้เลื่อนชั้นกลับคืนสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 39 ปี ในฐานะแชมป์เพลย์ออฟ ลีก แชมเปี้ยนชิพ กลับทะยานขึ้นเป็นรองจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ในวันแรกของซีซั่น เมื่อบุกไปสอนเชิง วีแกน แอธเลติก 4-0 ถึงสนามเดอะ ดีดับเบิลยู จาก แกรี เทย์เลอร์ เฟลทเชอร์ นาที 16, มาร์ลอน แฮร์วูด คนเดียว 2 ประตู นาที 38 กับ 43 และ อเลกซ์ แบ็บติสเต นาที 75

 ส่วน แอสตัน วิลล่า แม้จะมีปัญหาภายในเมื่อ มาร์ติน โอนีล ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ก่อนเปิดซีซั่นหนึ่งสัปดาห์ เพราะขัดแย้งกับ แรนดี เลอร์เนอร์ เจ้าของทีม ทำให้ต้องดัน เควิน แม็คโดนัลด์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ขึ้นมาคุมทีมแทน ทว่า "สิงห์ผงาด" กลับเอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 3-0 ในถิ่นวิลล่า ปาร์ค ของตัวเอง จาก สจวร์ต ดาวนิง นาที 15, สติลิยัน เปตรอฟ นาที 40 และ เจมส์ มิลเนอร์ นาที 66

 ขณะที่ ฟูแล่ม แม้จะเป็นรองแชมป์สโมสรยุโรป ถ้วยยูโรปา ลีก แต่ รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีม ก็ขอลาออกไปเป็นกุนซือลิเวอร์พูล หนึ่งในกลุ่มทีม "บิ๊กโฟร์" และเพิ่งได้ มาร์ค ฮิวจ์ส มาคุมทีมแทนสัปดาห์เศษ แต่ "สปาร์กี" ผู้จัดการทีมคนใหม่ ก็สามารถนำ "ชาวกระท่อม" บุกไปยันเสมอ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 0-0 ถึงสนามรีบอค

 ด้าน แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เปิดถิ่นอีวูด ปาร์ค ของตัวเอง เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ทีมเยือนจากเมอร์ซีย์ ไซด์ 1-0 จาก นิโกลา คาลินิช นาที 14

 ส่วน สตีฟ บรูช ผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ เสียหน้าเล็กๆ เมื่อโดน เบอร์มิงแฮม ซิตี้ อดีตทีมสร้างชื่อของตัวเอง บุกมายันเสมอ 2-2 ทั้งที่ "แมวดำ" เป็นฝ่ายออกนำก่อนถึง 2 ประตู จากจุดโทษของ ดาร์เรน เบนท์ นาที 24 และการทำเข้าประตูตัวเองของ สตีเฟน คาร์ นาที 56 ทว่าจากการเหลือผู้เล่น 10 คน ตั้งแต่นาที 43 เมื่อ ลี คัตเตอร์โมล โดนใบเหลือง-แดง ส่งผลให้ "ตราลูกโลก" ได้เปรียบตัวผู้เล่นและกลับมาทวงคืน 2 ประตูรวด จาก สกอตต์ แดนน์ นาที 77 และ เลียม ริดจ์เวลล์ นาที 88

 ขณะที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เอาชนะ สโต๊ค ซิตี้ 2-1 ในถิ่นโมลินิวซ์ ของตัวเอง โดย "หมาป่า" ออกนำไปก่อน 2 ประตูจาก เดวิด โจนส์ นาที 37 และ สตีเวน เฟลทเชอร์ นาที 39 ส่วน "ช่างปั้นหม้อ" ตีไข่แตกได้จาก อับดุลลาย ฟาย นาที 55
ตารางพรีเมียร์ลีก วันเสาร์ที่ 14 ส.ค.
  แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม
เชลซี  1 1 0 0 6 0 3
แบล็คพูล 1 1 0 0 4 0 3
แอสตัน วิลล่า 1 1 0 0 3 0 3
วูล์ฟแฮมป์ตัน 1 1 0 0 2 1 3
แบล็คเบิร์น 1 1 0 0 1 0 3
เบอร์มิงแฮม 1 0 1 0 2 2 1
ซันเดอร์แลนด์ 1 0 1 0 2 2 1
โบลตัน  1 0 1 0 0 0 1
ฟูแล่ม  1 0 1 0 0 0 1
แมนฯ ซิตี้ 1 0 1 0 0 0 1
สเปอร์ส 1 0 1 0 0 0 1
อาร์เซนอล 0 0 0 0 0 0 0
ลิเวอร์พูล 0 0 0 0 0 0 0
แมนฯ ยูไนเต็ด 0 0 0 0 0 0 0
นิวคาสเซิล 0 0 0 0 0 0 0
สโต๊ค  1 0 0 1 1 2 0
เอฟเวอร์ตัน 1 0 0 1  0 1 0
เวสต์แฮม 1 0 0 1 0 3 0
วีแกน  1 0 0 1 0 4 0
เวสต์บรอมวิช 1 0 0 1 0 6 0

 ส่วนคู่ "มันเดย์ไนท์" กลางดึกวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด รองแชมป์เก่า เปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่เพิ่งกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังตกชั้นเพียงซีซั่นเดียว ในฐานะแชมป์ลีก แชมเปี้ยนชิพ เริ่มเตะเวลา 02.00 น. เจ้าถิ่นของ เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน มีสถิติไม่ดีนักกับนัดประเดิมฤดูกาล หลังจากเคยชนะแค่นัดเดียวจาก 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยการพิชิต เบอร์มิงแฮม 1-0 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

 นัดนี้ยังคงไม่มี ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ ปาทริซ เอวรา สองกองหลังที่ยังเจ็บ ขณะที่ ฮาเบียร์ "ชิคาริโต" เฮอร์นันเดซ กองหน้าดาวรุ่งชาวเม็กซิกันคนใหม่ น่าจะเป็นตัวสำรองไปก่อน เนื่องจากเพิ่งกลับจากการรับใช้ชาติ

 ส่วนผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เป็นผู้รักษาประตู กองหลังประกอบด้วย เนมันยา วิดิช, จอนนี อีแวนส์, จอห์น โอเชีย, ฟาบิโอ ดาซิลวา กองกลางได้ทั้ง ไมเคิล คาร์ริค กับ พอล สโคลส์ คุมทัพ และมี อันโตนิโอ บาเลนเซีย กับ ปาร์ค จี ซุง เล่นริมเส้น ส่วนกองหน้าเป็น เวย์น รูนีย์ คู่กับ ไมเคิล โอเวน

 ฝั่งทีมเยือนของ คริส ฮิวส์ตัน ที่กลับมาสัมผัสลีกสูงสุดอีกหน ขาดนักเตะหลักหลายคน ไม่ว่า ลีออน เบสท์ และอลัน สมิธ สองกองหน้าที่ยังเจ็บ เช่นเดียวกับกองหลังอย่าง แดนนี ซิมป์สัน กับ สตีเฟน เทย์เลอร์ รวมทั้ง โซล แคมป์เบลล์ ปราการหลังจอมเก๋า ที่เพิ่งคว้าตัวเข้ามายังไม่ฟิตพอ ส่วน แดน กอสลิง กองกลางตัวใหม่ก็เจ็บเข่า

 ทำให้ในเกมนี้ สตีฟ ฮาร์เปอร์ ยืนเฝ้าเสา กองหลังได้แก่ เจมส์ เพิร์ช, ซานเชซ โฮเซ เอ็นริเก, ฟาบริซิโอ โคลอชชินี และไมเคิล วิลเลียมสัน ขณะที่กองกลางประกอบด้วย แดนนี กัทธรี, เวย์น เราท์เลดจ์, โจอี บาร์ตัน และเควิน โนแลน ส่วนกองหน้าต้องดัน โฮนาส กูเตียเรซ มาคู่กับ แอนดี คาร์โรลล์ โดยมี ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส กับ โชลา อเมโอบี 2 หัวหอกคอยเสริม

 อย่างไรก็ตาม สถิติที่ทั้งสองทีมเจอกันมานั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยชัยชนะ 76 เสมอ 35 นิวคาสเซิล ชนะ 39 นัด นอกจากนั้นการเจอกันในลีก 15 นัดหลังสุด แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 12 เสมอ 3 นัด นิวคาสเซิล คว้าชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด หนหลังสุดเมื่อปี 2001 ที่เซนต์เจมส์ ปาร์ค ด้วยสกอร์ 4-3 ส่วนการบุกเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด พร้อมการกลับมาด้วยชัยชนะต้องนับย้อนหลังไปเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ด้วยสกอร์ 2-0 ในปี 1972 และนับจากนั้นการมาเยือน 26 นัด นิวคาสเซิล ทำได้แค่เสมอ 7 แพ้ 19 นัด ยิงได้ 16 เสีย 60 ประตู