
เปิดโลกวันอาทิตย์ :"เมื่อฉันพูด ได้โปรดฟัง"
ย้อนกลับไปเมื่อราวสองปีที่แล้ว ตอนที่ แอเดรียน ฟิสค์ กำลังพร่ำอธิบายให้หนุ่มชาวไร่คนหนึ่งฟังอยู่นานสองนานว่า เขาต้องแบกกล้องพะรุงพะรัง บุกป่าฝ่าดงไปถึงหมู่บ้านห่างไกลทุรกันดาร เพื่ออะไร ฟิสค์ไม่ได้นึกเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้จากภาพถ่ายซึ่งเขานำไปโพสต์บนเว็
ฟิสค์ใช้เวลา 35 วัน ตระเวนเดินทางทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ระยะทางรวม 12,500 กิโลเมตร เพื่อถ่ายภาพคนหนุ่มสาววัย 16-30 ปีหลากหลายอาชีพไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ เจ้าของร้านค้า ชาวไร่ชาวนา มีบางครั้ง สุ่มหานางแบบนายแบบตามท้องถนน บางทีก็หน้าบ้านหรือไม่ก็ในที่ทำงาน
วิธีการไม่ยุ่งยากซับซ้อน ฟิสค์ยื่นกระดาษแผ่นใหญ่ให้บุคคลหน้ากล้องหนึ่งใบ ปากกาหนึ่งด้าม แล้วขอให้เขียนในสิ่งที่อยากจะบอกมากที่สุด ด้วยลายมือของตนเอง เป็นภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ทุกคนโพสต์ท่าถ่ายรูปในแบบเดียวกันหมด คือยืนถือป้ายประกาศความรู้สึกตนเอง
หลังจากนำผลงานภายใต้ชื่อชุดภาพว่า "ไอสปี๊กไชน่า" (iSpeak China) ไปเผยแพร่บนเว็บไซต์แล้ว ปรากฏว่าทั้งภาพและข้อความโดนใจพลเมืองเน็ตจำนวนมาก มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยหนึ่งในความเห็นของผู้เข้าชมที่โพสต์ไว้บนเว็บไซต์ ไชน่า ดอทคอม ระบุว่าเราทั้งหมดเหมือนติดอยู่ในวังวน ทุกคนต่างมีอะไรในใจอยากจะบอก หากมีกระดานข่าวสำหรับให้เขียนระบายความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจ อาจช่วยให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้นก็เป็นได้"
ฟิสค์ บอกกับหนังสือพิมพ์ โกลบอล ไทม์ส เมื่อเร็วๆ นี้ว่า โลกเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ราว 500 ปีที่ผ่านมา ตะวันตกเข้าครอบงำอำนาจทุกด้านไม่ว่าแง่เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม แต่มาวันนี้ โลกหันหน้ามาทางตะวันออก ทุกคนต่างพูดถึงจีนกับอินเดีย แต่เมื่อตั้งคำถามว่าเรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสองประเทศที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านคนนี้ คำตอบคือน้อยมาก เขาคิดว่าคำตอบอยู่ที่การมองไปยังคนรุ่นใหม่ของสองประเทศ ผู้จะเป็นทายาทรับมรดกซึ่งก็คืออิทธิพลที่คนรุ่นพ่อแม่ได้สร้างสั่งสมไว้
การเรียนรู้ว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นใคร คิดเห็นกับชีวิตอย่างไร หมายถึงการศึกษาและทำความเข้าใจอนาคตของโลกนั่นเอง
ช่างภาพอิสระรายนี้เชื่อว่าการให้คนรุ่นหนุ่มสาวได้แสดงความรู้สึกนึกคิดตัวเองด้วยตนเองโดยตรง แทนที่จะให้บรรดาผู้สื่อข่าวมานำเสนอให้ เป็นการฉายภาพอย่างสร้างสรรค์และชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ว่าคิดเห็นอย่างไร ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า การถ่ายภาพตามแนวคิด "ไอสปี๊ก ไชน่า" ของเขา คือการยอมรับส่วนหนึ่งว่า บางทีภาพถ่ายมีขีดจำกัดเหมือนกันในแง่ของการสื่อสาร ดังนั้น การให้คนหน้ากล้องถือป้ายประกาศทัศนะตนเอง จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ อีกทั้งเมื่อรวมภาพและถ้อยแถลงเข้าด้วยกันแล้ว ก็กลายเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึง และเข้าใจง่ายที่สุดในการจับสิ่งที่คนนั้นต้องการเผยออกมา
น่าประหลาดใจไม่น้อยที่ชาวจีนจำนวนมาก เต็มอกเต็มใจเป็นนายแบบนางแบบให้ในโครงการนี้
ผลงานของฟิสค์ได้เผยให้เห็นเรื่องราวมากมายที่อาจไม่เคยเป็นที่รับรู้มาก่อนในจีน เช่น ความในใจของสาวน้อยคนหนึ่งที่เขียนว่า "ฉันไม่อยากมีลูก" กับหนุ่มน้อยอีกคนที่บอกว่า "ผมกังวลใจว่า สาวจีนจะกลายเป็นพวกวัตถุนิยมกันไปหมด"
ฟิสค์ กล่าวว่า หนุ่มสาวจีนจำนวนมากส่งสารทั้งตรงและอ้อมเกี่ยวกับนโยบายลูกคนเดียว แสดงว่าเรื่องนี้มีผลกระทบทางความรู้สึกต่อเยาวชนจีนไม่น้อย ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เขียนถึงกันมาก ก็คือความรู้สึกของการเป็นแรงงานต่างถิ่น หรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่เมือง
นอกจากนี้ ฟิสค์พบว่า ชาวจีนมีความมั่นใจในตนเองสูง พวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องการให้ตะวันตกมาสั่งว่า ทำนั่นได้ ทำนี่ไม่ได้ แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ต้องการจะเข้าใจและเป็นมิตรกับตะวันตก
ผลงานของฟิสค์ ยังสะท้อนความสลับซับซ้อนในสังคมแดนมังกรยุคนี้ได้เป็นอย่างดี และดูเหมือนที่ประทับใจช่างภาพมากที่สุดเห็นจะเป็นประกาศของสาวจีนวัย 22 ที่เขียนว่า "พวกเราเป็นรุ่นที่ถูกลืม ฉันรู้สึกสับสนเกี่ยวกับโลกใบนี้"
ในช่วง 50 ปีหลังของศตวรรษที่ 20 จีนเปลี่ยนโฉมหน้าชนิดแทบไม่เห็นเค้าเดิม ตัวอย่างเช่น ประชากร 400 ล้านคน หลุดพ้นจากความยากจนภายใน 20 ปี เป็นสถิติที่เหลือเชื่อจริงๆ แต่อีกด้านหนึ่ง จังหวะก้าวของการเปลี่ยนผ่านนั้น รวดเร็วมาก เร็วพอที่จะทำให้คนรุ่นหลังเกิดความสับสน เคว้งคว้างจนเกิดคำถามว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่ ควรวางตัวหรืออยู่อย่างไรในสภาวการณ์เช่นนี้ถึงจะเหมาะที่สุด
ช่างแตกต่างกับคนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาที่ชีวิตมีทางเลือกไม่มากนัก แต่กับคนรุ่นใหม่ อยู่ดีๆ กลับมีทางเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก และสับสนกับตัวเอง
ฟิสค์ เล่าว่า ในประเทศที่เขาเติบโตอย่างอังกฤษ ก็มีปัญหาอัตลักษณ์ไม่น้อย ผู้คนรู้สึกสับสนเช่นกัน แต่อัตราส่วนเล็กน้อยมาก เทียบไม่ได้กับจีน และหากเปรียบเทียบกับอินเดีย จีนนำหน้าอินเดียไปมากในแง่ของการพัฒนา บางทีอาจแซงไปแล้ว 15-20 ปีด้วยซ้ำ อินเดียยังไม่ได้มาถึงขั้นที่ประชาชนถูกรบกวนด้วยคำถามว่าตนเองเป็นใคร
สิ่งที่ช่างภาพอิสระวัย 40 รายนี้คาดหวังจากผลงานคือ การเผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงของสังคม จงอ่านในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้โลกรับรู้ และขจัดความคิดตั้งแง่ที่มีอยู่ในใจออกไป
ฟิสค์เกิดในออสเตรเลีย เติบโตในอังกฤษ เคยได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในช่างภาพอันดับต้นๆ ของโลกเมื่อปี 2550 ปัจจุบัน อาศัยในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ปัจจุบัน ฟิสค์กำลังทำโครงการแบบเดียวกันนี้ในอินเดีย และเป้าหมายของเขาคือการเผยความรู้สึกนึกคิดของผู้คนภายใต้ไอเดีย "ไอสปี๊ก" ใน 23 ประเทศทั่วโลก
"ในฐานะคนที่เคยทำงานเป็นนักข่าวต่างประเทศ ต้องบอกว่ารู้สึกทึ่งกับไอสปี๊กไชน่า วิธีการที่นำไปสู่การเปิดหน้าต่างเข้าสู่ความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่หลากหลายปูมหลังอย่างทะลุปรุโปร่งแบบนี้ ยากที่สื่อในขนบเดิมๆ จะทำได้" ไซมอน เดนเยอร์ หัวหน้าข่าวรอยเตอร์ส ชื่นชมผลงานของฟิสค์
อุไรวรรณ นอร์มา/เรียบเรียงจาก global times



