
บทความพิเศษ-กธจ.'เสือน้อย'ป้องปรามทุจริต
หากการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบที่ดีที่สุด ก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตแล้ว คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (กธจ.) ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 กำหนดให้ทุกจังหวัดนอกจากกรุงเทพฯ ต้องมี กธจ. ทำหน้
กธจ.นั้นมีผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีกรรมการประกอบด้วยผู้แทนภาคประชาชน ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้แทนภาคธุรกิจ ของแต่ละจังหวัด มีหลักในการทำงานคือ สอดส่อง แนะนำในการทำงาน ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบ หรือสอบสวนเอาความผิด
ซึ่งตรงส่วนขององค์ประกอบและหลักในการทำงานนี้ ทำให้ ปราณี สริวัฒน์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน และ อมรรัตน์ นพพลกรัง ในฐานะกรรมการภาคสนามของ จ.บุรีรัมย์ มั่นใจว่า จะทำให้การทำงาของ กธจ.ราบรื่น เพราะไม่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่
"เราไม่ได้ทำงานแบบ ป.ป.ช. ที่เข้าไปตรวจสอบเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการทุจริต แต่เราเข้าไปเพื่อให้การทำงานของเขาเป็นไปตามที่ควรจะเป็น โดยทางเรามีข้อเสนอแนะให้"
ปราณี บอกว่า อำนาจการให้คุณให้โทษของ กธจ.ที่จะให้แก่หน้างานใดนั้น ไม่มี แต่ในกฎหมายมีอยู่ว่า หาก กธจ.ร้องขอให้หน่วยงานใดชี้แจงข้อมูลแล้ว จะต้องมาชี้แจงภายใน 30 วัน หากไม่มาทาง กธจ.จะทำเรื่องถึงปลัดสำนักนายกฯ เพื่อให้ประสานงานไปยังกระทรวงต้นสังกัด จากนั้นก็จะมีการเผยแพร่ข้อมูล
"อาจจะเรียกว่า ให้สังคมลงโทษ ก็คงได้นะ"
อมรรัตน์ กล่าวเสริมว่า ตั้งแต่ทำงานมา 1 ปี เมื่อขอข้อมูลหน่วยงานใดไป ก็จะได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี และทุกครั้งระดับหัวหน้า ก็จะนำผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง
"อย่างโครงการสูบน้ำชลประทานของบุรีรัมย์ งบประมาณ 29 ล้านบาท มันก็มากอยู่นะ เราก็เข้าไปดู ไปแนะนำว่า จะทำกันยังไง เพราะเมื่อชลประทานสร้างเสร็จ ก็ต้องส่งมอบให้ท้องถิ่นดูแลต่อ แต่ปัญหาก็คือ มันต้องมีระบบจัดเก็บค่าน้ำ เราก็ไปช่วยแนะนำว่าจะบริหารจัดการยังไง เก็บยังไง เพื่อให้มันเดินต่อไปได้ ไม่ใช่ปล่อยไว้เป็นอนุสาวรีย์"
สำหรับคณะกรรมการจังหวัดนั้น อมรรัตน์ เล่าว่า กว่าจะผ่านขั้นตอนการคัดเลือกกันมาเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะแต่ละคนก็พยายามแสดงวิสัยทัศน์ของตนเต็มที่ คณะกรรมการที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน ก็เลือกกันไม่ถูก เพราะแต่ละคนใกล้เคียงกันมาก อันนี้คือขั้นตอนสุดท้าย
แต่ขั้นตอนคัดเลือกก่อนถึงขั้นตอนสุดท้ายนั้นใช้เวลานานถึง 6 เดือน เรียกได้ว่ายากตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ส่งตัวแทน ไปเลือกระดับตำบล แล้วคัดเป็นตัวแทนตำบลเพื่อไปแข่งขันในระดับอำเภอ เมื่อได้ตัวแทนอำเภอ ก็จะไปคัดกันอีกครั้งเพื่อให้เป็นกรรมการ กธจ.
ขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนเช่นนี้ ทำให้ทั้ง ปราณี และอมรรัตน์ เชื่อว่า จะทำให้การทำงานของ กธจ.มีศักยภาพในการสอดส่อง ดูแลการทำงานของหน่วยงานในจังหวัด โดยที่แม้แต่นักการเมืองเองก็ยังต้องให้เกียรติ เพราะองค์ประกอบของ กธจ.นั้นมาจากทั้งภาคประชาชนและนักธุรกิจ
ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า ผลการทำงานของ กธจ.เมื่อเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปว่า นี่คืออีก 1 ช่องทางที่จะช่วยป้องกันความไม่ชอบมาพากล และเป็นตัวเร่งให้โครงการต่างๆ ที่มีการอนุมัติการก่อสร้าง อนุมัติเม็ดเงินลงมาแล้ว เดินหน้าไปจนเสร็จสิ้น
"อนาคต เราเชื่อว่างานของ ป.ป.ช. น่าจะลดน้อยลง" ปราณี แสดงความเชื่อมั่น
ถึงแม้ว่า กธจ.จะไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่หน่วยงานใดๆ แต่ด้วยเพราะลักษณะการทำงานของ กธจ. ก็น่าจะทำให้ระบบที่ก่อนหน้านี้อาจจะเรียกว่า 30% ก็อาจจะเหลือเพียงแค่ 10%
อมรรัตน์ เชื่อว่า ด้วยลักษณะการทำงานเช่นนี้ ก็จะทำให้นักการเมืองหากคิดจะทำอะไรก็คงจะต้องให้แนบเนียนกว่านี้ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องลดการแสวงหาประโยชน์ในลักษณะนี้ลง
ส่วนนักการเมืองจะเข้ามาครอบงำ กธจ.ได้หรือไม่ อมรรัตน์ เชื่อว่า ยาก เพราะนักการเมืองเองก็ต้องถูกตรวจสอบ และการทำหน้าที่ก็เพียงแค่ติดตาม สอดส่อง แนะนำ แล้วก็เดียวนี้ภาคประชาชนเขาไม่กลัวนักการเมืองกันแล้ว
"ที่สำคัญก็คือ กธจ.ทุกคนทำงานด้วยหัวใจกันจริงๆ มาทำงานก็ได้แค่เบี้ยประชุม ไม่มีเงินเดือน ตอนนี้ได้งบมาเพิ่มนิดหน่อย ก็จัดสรรให้ไปจังหวัดละ 6 หมื่นบาท นี่คือต่อปีนะคะ แต่พี่ก็ภูมิใจที่เขาทำด้วยจิตอาสากันทุกคน" ปราณี กล่าวเสริม



