
กระตุกต่อม กระตุ้นเตือน "วิกฤติโลกร้อน"
กระแสกระตุ้นและการปลูกจิตสำนึกให้คนไทยช่วยกันลดภาวะโลกร้อน เป็นสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามและรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ
อย่างวันที่ 28 มีนาคม 2552 นี้ ก็กิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชม.ให้โลกพัก" ในช่วงเวลา 20.00-21.00 น. พร้อมกับ 680 เมืองทั่วโลก หวังกระตุ้นการลดใช้พลังงาน ลดภาวะโลกร้อน
ซึ่งก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่จจะสร้างกระแสความตื่นตัวให้ใส่ใจและมองถึงสถาณการณ์ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ซึ่งลองมาดูความคิดเห็นของบุคคลในสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าเป็นอย่างไร เริ่มจาก "ปุ๊กลุก" ศศิวิมล ณ ระนอง สาวสังคมและเจ้าของธุรกิจประชาสัมพันธ์ ให้ความเห็นว่า โครงการปิดไฟหนึ่งชั่วโมงช่วยชาติเป็นโครงการที่ดี เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนในสังคมรู้สึกและรู้ซึ้งกับการที่เราต้องช่วยโลกให้ลดวิกฤติการณ์ภาวะโลกร้อน ซึ่งการปิดไฟแม้จะเพียงหนึ่งชั่วโมงก็เป็นการช่วยได้ทางหนึ่งเช่นกัน
"ปุ๊กลุกว่าตอนนี้เราทุกคนก็ทราบถึงภาวการณ์โลกร้อนกันอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ควรจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะตอนนี้ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมรอบตัวเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป ดินฟ้าอากาศก็แปรปรวน เห็นได้จากประเทศไทยของเราเองที่ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล และอากาศที่ร้อนมากขึ้นทุกวัน คนไทยก็ต้องช่วยกัน แต่ความจริงแล้วส่วนตัวก็มองด้วยว่าเราน่าจะช่วยกันแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ต้องช่วยกันสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ทุกคน อย่างการประหยัดไฟฟ้าก็ไม่ใช่จะประหยัดกันในหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น น่าจะทำกันจนเป็นกิจวัตร อย่างกลับบ้านก็เปิดไฟเฉพาะที่จำเป็น ไม่ใช่เปิดทุกดวง เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างที่มีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้" ปุ๊กลุก ให้ความเห็น
พร้อมกับกล่าวด้วยว่า ความจริงแล้วการปลูกจิตสำนึกที่ดีในการลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างมาก และควรกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างโครงการปิดไฟหนึ่งชั่วโมง ก็แค่ปิดเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น บางบ้านยังไม่ปิดด้วยซ้ำ แต่ถ้ารณรงค์อย่างต่อเนื่องและทำให้เห็นถึงผลการกระทำอย่างแน่ชัด เชื่อว่าน่าจะดีกว่านี้ และคนไทยจะตระหนักถึงความสำคัญมากกว่านี้แน่นอน ที่สำคัญประหยัดเงินในกระเป๋าเราเองและประหยัดพลังงานช่วยชาติด้วย
"ปุ๋ย" วรวิทย์ ศิริพากย์ เจ้าของแบรนด์ปัญญ์ปุริ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีน่าจะมีบ่อยๆ และน่าจะเป็นการปลุกจิตสำนึกโดยอัตโนมัติ และต้องให้ปิดไฟกันเองโดยอัตโนมัติ ทำให้จริงๆ เอาจริงๆ และน่าจะเอาไปสอนกันในโรงเรียนตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งตอนนี้ภาวะโลกร้อนทำให้เห็นชัดคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป
"สิ่งที่ผมสัมผัสได้อย่างแท้จริงคืออากาศที่เปลี่ยนไป หน้าร้อน หน้าฝน หน้าหนาว ไม่ตรงฤดูกาลเลย รวมทั้งการรับรู้ข่าวสารจากทั่วโลกก็เห็นและรับรู้กันอย่างชัดเจนว่าภาวะสภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไปจริงๆ มันใกล้ตัวกว่าที่เราคาดไว้และประเทศไทยเราเองก็ยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร จะตื่นตัวเป็นบางครั้งบางโอกาสที่มีการกระตุ้นเท่านั้น ยังไม่ใช่มาจากจิตสำนึกที่ควรจะทำและควรจะปฏิบัติ" เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกล่าว
พร้อมกับกล่าวต่อด้วยว่า ส่วนตัวและในส่วนของธุรกิจก็ให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน อย่างในคอลเลกชั่นใหม่ที่เกี่ยวกับการดูแลผิวหน้าก็จะใช้ส่วนผสมที่อิงธรรมชาติมากที่สุด หรืออย่างแพ็กเกจที่ใช้ก็เน้นที่เป็นรีไซเคิล โบรชัวร์ที่แนะนำสินค้าก็เป็นกระดาษที่ไม่ฟอกขาว หรือแม้กระทั่งหมึกที่นำมาพิมพ์บนกระดาษต่างๆ ก็เลือกหมึกชนิดพิเศษที่ผลิตมาจากถั่วเหลืองเช่นกัน
ปิดท้ายกันที่ แสงดี สีแดง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดอีริคสัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ได้ยินอยู่เหมือนกันในโฆษณาเกี่ยวกับการรณรงค์ในเรื่องปิดไฟ 1 ชั่วโมงนี้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจ ว่าจะให้เปิดไฟดวงเดียวหรือปิดไฟทั้งหมดที่ใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นเรื่องที่ทำกันต่อเนื่องมาทุกปี และก็ไม่คิดว่าจะได้ผลที่จะให้คนไทยประหยัดและตระหนักถึงภาวะโลกร้อน เพราะทำกันแค่ปีละครั้ง ความจริงรัฐบาลน่าจะมีโครงการที่ทำอย่างต่อเนื่องและกระตุ้นจิตสำนึกให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญอย่างต่อเนื่องมากกว่า



