ข่าว

ทุนนอกไหลกลับลงทุนบอนด์เพียบธปท.เผย3-9ส.ค.ยอด1.5หมื่นล้าน-รับหนุนบาทแข็ง

ทุนนอกไหลกลับลงทุนบอนด์เพียบธปท.เผย3-9ส.ค.ยอด1.5หมื่นล้าน-รับหนุนบาทแข็ง

14 ส.ค. 2553

แบงก์ชาติเผยต่างชาติเริ่มเชื่อมั่นไทย เดือนสิงหาคมมีเงินไหลเข้ามาลงทุนเพียบ ดอดซื้อตราสารหนี้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาท รับเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เตือนธุรกิจต้องปรับตัว ธปท.เกาะติดใกล้ชิดคุมไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ

 นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการคลี่คลายของปัญหาการเมืองไทย เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยระหว่างวันที่ 2-6 สิงหาคม พบว่ามีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และระหว่างวันที่ 3-9 สิงหาคม มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้กว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท

 "เม็ดเงินบางส่วนอาจจะเข้ามาลงทุน เพราะคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยในประเทศไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ส่วนที่กลับเข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้น น่าจะเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศมีอยู่มาก ในขณะที่ตลาดหุ้นเองก็ค่อนข้างอ่อนไหลกับข้อมูลทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงข้ามกับตลาดตราสารหนี้ที่ความผันผวนมีน้อยกว่า ประกอบกับดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นทำให้นักลงทุนระยะยาวสนใจลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากกว่า" นายบัณฑิตกล่าว

 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการไหลเข้าของเงินทุนมีแรงกดดันต่อเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องปรับตัว ขณะที่ ธปท. จะติดตามการไหลเข้าของเงินทุนใกล้ชิด และดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ให้ผันผวนมากเกินไป และไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

 ด้านนายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการจัดทำงบประมาณสมดุลของรัฐบาลที่ล่าช้าออกไปอีก 3 ปีว่า ถ้าดูหนี้สาธารณะของรัฐบาลในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอีกหลายๆ ประเทศ ดังนั้นแม้ปัจจุบันยังไม่เป็นประเด็นที่น่าห่วง แต่สำหรับอนาคตในระยะยาวแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดู เนื่องจากรายจ่ายของภาครัฐส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่ดูจะเป็นการอุดหนุนประชาชน และไม่สามารถสร้างเป็นผลตอบแทนกลับมาได้อย่างคุ้มค่านัก นอกจากนี้ รายจ่ายในแต่ละส่วนต้องใช้เม็ดเงินที่ค่อนข้างมาก และการยกเลิกในอนาคตก็ดูจะทำได้ยาก เพราะถ้าจะยกเลิกก็คงต้องมีโครงการที่ดีกว่าเพื่อไม่ให้เกิดการเรียกร้องจากประชาชน