
บิ๊กเบนแห่งโลกมุสลิม
ตั้งแต่โบราณกาลบรรดานักคิดต่างพยายามให้ความหมายของคำว่า เวลา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการคำนวณในสูตรคณิตศาสตร์ที่เป็นรากฐานแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีทุกประเภท
เซอร์ไอแซก นิวตัน ให้นิยามคำว่า “เวลา” ว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานหนึ่งของจักรวาล ให้เหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินอยู่ในนั้น ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ให้คำนิยามของเวลาว่า “ชั่วขณะความยาวนานที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ โดยนิยมกำหนดขึ้นเป็นครู่ คราว วัน เดือน ปี เป็นต้น”
แนวคิดการกำหนดมาตรฐานเวลาที่เป็นที่ยอมรับระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่นักคิดตั้งแต่โบราณกาลไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จนเมื่อมีการกำหนดเวลามาตรฐานโลก ในการประชุมนานาชาติ 25 ประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2427 ที่กำหนดให้ใช้เวลา ณ เมืองกรีนิช ประเทศอังกฤษเป็นมาตรฐาน เพราะคำนวณว่าเส้นสมมติที่เรียกว่าเส้นแวง ที่พาดจากขั้วโลกเหนือมายังขั้วโลกใต้ในแนวตั้งได้แบ่งกึ่งกลางโลกในองศานั้นพอดี อังกฤษได้แสดงเวลามาตรฐานกรีนิช ที่นาฬิกาบิ๊กเบน ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก และได้ใช้เทียบเวลามาตรฐานมานานกว่า 125 ปี แต่เมื่อเร็วๆ นี้โลกมุสลิมกำลังท้าทายชื่อเสียงของบิกเบน ด้วยการสร้างหอนาฬิกาขนาดใหญ่ ใกล้หินดำศักด์สิทธิ์ในเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อแสดงเวลามาตรฐานให้ชาวมุสลิม 1,500 ล้านคนทั่วโลกได้ใช้ และอาจกลายเป็นมาตรฐานเวลาโลกในอนาคต
ผู้ทรงความรู้แห่งโลกอิสลามหวังที่จะผลักดันให้มาตรฐานเวลาเมืองเมกกะ ที่เร็วกว่ามาตรฐานเวลาโลกที่อ้างอิงเวลามาตรฐานเมืองกรีนิช 3 ชั่วโมง ขึ้นเป็นมาตรฐานเวลาโลก โดยตั้งข้อโต้แย้งว่าเวลามาตรฐานเมืองเมกกะ เป็นเวลามาตรฐานที่แท้จริงของโลกเพราะตำบลที่ตั้งของเมืองเมกกะอยู่บนเส้นแวงที่ถูกต้อง ทำให้เมืองเมกกะเป็นศูนย์กลางของโลกที่แท้จริง
ขณะที่เส้นแวงที่พาดผ่านเมืองกรีนิชนั้น เป็นสิ่งที่ประเทศตะวันตกสมมติขึ้นเอง
ความพิเศษของหอนาฬิกาแห่งนี้นอกจากจะเป็นอาคารที่มีความสูงถึง 1,972 ฟุต (574 เมตร) ที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นอาคารสูงระฟ้าแห่งหนึ่งของโลกแล้ว หน้าปัดนาฬิกาทั้ง 4 ด้านยังมีขนาดใหญ่ถึง 130 ฟุต ใหญ่ที่สุดเป็นสถิติใหม่ของโลก ทั้งยังประดับด้วยแก้วแผ่นเล็กถึง 98 ล้านชิ้น สร้างลวดลายงดงามพร้อมอักษรอารบิกที่แสดงคำว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุด” บนหน้าปัดทั้ง 4 ด้าน
นอกจากนั้นยังได้ติดตั้งหลอดไฟจำนวนมากทางด้านหลังของหน้าปัด เพื่อให้ชาวมุสลิมได้มองเห็นเวลาที่แสดงบนหน้าปัดในเวลากลางคืน ว่ากันว่าแสงสว่างจากนาฬิกาเรือนนี้สามารถมองเห็นได้จากระยะทางไกลถึง 16 ไมล์
กระทรวงการบริจาคเพื่อกิจการศาสนาแห่งซาอุดีอาระเบีย เป็นเจ้าของเงินลงทุน 800 ล้านดอลลาร์ (24,800 ล้านบาท) สร้างหอนาฬิกายักษ์ พร้อมกับโรงแรม และสถานที่พักสำหรับนักเดินทางแสวงบุญชาวมุสลิมที่จะเดินทางมายังเมืองเมกกะในช่วงเทศกาลรอมฎอน และสร้างชื่อเสียงให้ “เวลา” แห่งโลกมุสลิมที่กำลังท้าทาย “เวลา” แห่งโลกตะวันตก
ไม่ว่าจะอย่างไร “เวลา” ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับคนทุกคน เพียงแต่ว่าคนเราจะใช้เวลาอย่างมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด ...เท่านั้น



